Saturday, 23 October 2021

ครม.ฮั้วนายทุน พปชร.ยึดดาวเทียมไทยคม – โพสต์ทูเดย์ ข่าวการเมือง


ครม.ฮั้วนายทุน พปชร.ยึดดาวเทียมไทยคม

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 13:53 น.

เลขา ครป. สรุป ครม.ฮั้วนายทุน พปชร.ยึดดาวเทียมไทยคมของรัฐ ชี้ หลักสูตร นธป. คือระบอบอุปถัมภ์ระหว่างธุรกิจและการเมือง จี้องค์กรอิสระยกเลิกโครงการหลักสูตรพิเศษ

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) สรุปประเด็นการกล่าวหาการทุจริตประพฤติมิชอบของรัฐบาลประยุทธ์กรณีดาวเทียมไทยคมว่า สัญญาสัมทานดาวเทียมไทยคมคือการส่งดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และขณะที่ส่งดาวเทียมไทยคม 1 จะต้องส่งดาวเทียมไทยคม 2 สำรองด้วย เมื่อส่งไทยคม 3 ก็ต้องส่งไทยคม 4 สำรอง ต่อไปเรื่อยๆ ในดาวเทียมไทยคม 5, 6, 7 และ 8

ปัญหาแรกคือปัญหาดาวเทียมไทยคม 4 หรือเลี่ยงเรียกว่าไอพีสตาร์ ไม่ได้ทำให้เป็นดาวเทียมสำรองตั้งแต่แรก เพราะแอบส่งขึ้นเป็นดาวเทียมบริการระหว่างประเทศ และความจริงจะต้องมีการเปิดประมูลใหม่ เพราะถือว่าเป็นโครงการใหม่ที่อยู่นอกกรอบของสัญญาสัมปทาน และจะต้องเปิดให้มีการประมูลแข่งขันโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนเสนอโครงการกันใหม่อย่างเสรีและเป็นธรรมทั้งในด้านการบริหารงานและอัตราการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐ และปัญหาต่อมาคือปัญหามติ ครม. วันที่ 7 กันยายน 2564 หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และก่อนสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงเพียง 3 วัน ได้มีมติ ครม. เห็นชอบให้ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ ถือหุ้นใน บมจ.ไทยคม ไม่ต่ำกว่า 51% ของหุ้นทั้งหมดเพื่อเป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคม และมีมติเห็นชอบให้ผนวกดาวเทียมไทยคม 4 ไอพีสตาร์ เป็นดาวเทียมภายใต้สัญญาสัมปทาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่าเป็นคนละส่วน คนละโครงการ ไม่ใช่ดาวเทียมภายใต้สัญญาสัมปทาน มติ ครม.จึงเอื้อประโยชน์ให้เอกชนที่เป็นนักธุรกิจการเมืองในปัจจุบันอย่างชัดเจน

นอกจากนี้คดีพิพาทเรื่องดาวเทียม ไทยคม 5, 7 และ 8 การต่อสู้คดีตามกฎหมายอนุญาโตตุลาการระหว่างรัฐและเอกชนอาจจะมีการเอื้อเอกชน เพราะมีการพยายามเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการโดยมิชอบ และเป็นความผิดสำเร็จแล้วไม่ต่างจากการย้ายอดีตเลขาธิการ สมช. และรัฐอาจเสียหายหลายหมื่นล้านบาทจากการสูญเสียดาวเทียมไทยคมตกเป็นของเอกชนหากแพ้คดี รวมถึงปัญหาเอกชนค้างจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากดาวเทียมไทยคมมาตั้งแต่ปี 2557 ปีที่พล.อ.ประยุทธ์รัฐประหารเข้ามา ซึ่งได้เปิดเผยโฉมหน้าการเป็นเสนาพาณิชย์ ทำธุรกิจการเมืองกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบใช่หรือไม่ และเรื่องนี้พ้นจากคุณทักษิณไปแล้ว เป็นความฉ้อฉลของระบอบประยุทธ์ล้วนๆ ที่พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ต้องตอบคำถามว่าต้องการฮุบดาวเทียมไทยคมให้เป็นของกลุ่มทุนใหม่ของพรรคพลังประชารัฐและพรรคพวกตนเองโดยไม่ต้องการให้ตกเป็นของรัฐใช่หรือไม่

ปัญหาหลักปัญหาหนึ่งก็คือ โครงการหลักสูตรพิเศษในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร กลายเป็นหลักสูตรเพื่อสร้างคอนเนคชั่นและสร้างเครือข่ายทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบถ่วงดุลระบอบการเมือง โดยเฉพาะที่มีการอภิปรายในสภาเรื่องหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคู่กรณีระหว่างรัฐและเอกชนในคดีดาวเทียมกลายเป็นเพื่อนร่วมรุ่นในหลักสูตรเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดข้อครหาเรื่องความโปร่งใสและการช่วยเหลือดูแลกันได้ เพราะหลักสูตรต่างๆ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชนนั้นถูกทำให้เป็นการเมืองในระบอบอุปถัมภ์กันอย่างโจ่งแจ้งที่ผ่านมา

เนื่องจากการสมัครเข้าหลักสูตรนี้ต้องมีเส้นสายทางการเมืองหรือไม่ก็ต้องมีเงินพิเศษไม่ต่างจากแป๊ะเจี๊ยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกงบประมาณ เช่น ค่าอาหารการกินในเวลาศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ และบางส่วนก็อาจเข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจซึ่งตรวจสอบไม่ได้ ภาษีของประชาชนไม่ควรถูกนำไปใช้ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ ให้กับคนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในประเทศจำนวนมหาศาลอีกต่อไป และที่สำคัญหลักสูตรเหล่านี้กลับถูกตั้งขึ้นมาโดยหน่วยงานที่ควรเป็นอิสระและเว้นระยะห่างกับนักการเมือง นักธุรกิจ แต่ปรากฏว่าภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ยิ่งทำให้หลักสูตรเหล่านี้เจริญเติบโต และเป็นแหล่งรวมตัวของชนชั้นนำในบ้านเราได้มาพบปะ พูดคุย สังสรรค์กัน ภายใต้ข้ออ้างการฝึกอบรม แต่แท้ที่จริงคือการสร้างระบบอุปถัมภ์ในระบบธุรกิจและการเมือง

นอกจากนี้ ยังมีเงินบริจาคเพื่อจัดงานเลี้ยงที่กำหนดต้องจัดกันทุกเดือน เงินสนับสนุนการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ผ่านมา 7 ปีบางหน่วยงานไปศึกษาดูงานมาแล้วมากกว่า 52 ประเทศ ในแต่ละครั้งที่รัฐจ่ายค่าเดินทาง ค่าอาหาร ที่พักให้ทั้งหมด แต่จะมีนักธุรกิจ มหาเศรษฐีบางคนที่ใจป้ำอัพเกรดตั๋วเครื่องบิน ที่พัก สนับสนุนเหล้ายาปลาปิ้ง ให้การเดินทางในแต่ละครั้งสุดหรู และเมื่อจบหลักสูตรแล้ว มีการจัดทริปเพื่อเลี้ยงฉลองกันไกลถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์แฝงที่คนเกี่ยวข้องได้รับ และมีมูลค่าเกินสามพันบาทอย่างแน่นอน

ดังนั้น องค์กรอิสระต่างๆ ต้องยกเลิกโครงการหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ทั้งหมด เพราะทำให้องค์กรเกิดข้อครหาและความไม่เป็นกลางทางการเมือง สร้างระบอบอุปถัมภ์ผ่านภาษีประชาชน ซึ่งอาจจะมีความผิดในอนาคตหากตรวจสอบลงไปในรายละเอียด ที่ผ่านมาก็มีการล็อบบี้ไม่ให้พรรคการเมืองตรวจสอบมาแล้วหลายครั้ง จึงจะต้องปฏิรูปศาลและองค์กรอิสระทั้งระบบเพื่อป้องกันการเมืองที่ฉ้อฉลและการขาดประสิทธิภาพการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลต่อไป