Saturday, 23 October 2021

จับตามองการประชุมเฟด ธนาคารกลางญี่ปุ่น อังกฤษ และจีน – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเงิน-หุ้น


จับตามองการประชุมเฟด ธนาคารกลางญี่ปุ่น อังกฤษ และจีน

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 07:43 น.

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 13-17 กันยายน 2564 เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการปรับคณะรัฐมนตรี และพิจารณาแผนบริหารหนี้สาธารณะของไทย

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money… week) โดย…กฤติกา บญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.70 ในสัปดาห์นี้ ประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือการประชุมเฟดในช่วงกลางสัปดาห์ โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะส่งสัญญาณการลดคิวอีที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐพลิกเป็นบวกเหนือความคาดหมาย ประกอบกับพัฒนาการในตลาดแรงงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น อังกฤษ และจีน ที่คาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมด้วย

ด้านตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ มาร์กิตจะประกาศดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเบื้องต้นเดือนกันยายน สำหรับสหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ซึ่งจะสะท้อนอัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในภาคการผลิตและภาคการบริการ ทางด้านญี่ปุ่นจะเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมที่คาดการณ์ว่าจะยังคงอยู่ในช่วงของการหดตัวในระดับเดียวกับเดือนก่อน ในขณะที่ประกาศไทยมีกำหนดแถลงการส่งออก การนำเข้า และดุลการค้าเดือนสิงหาคมในวันพฤหัสบดีนี้ โดยคาดการณ์ว่าการส่งออกมีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้จะมีการแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์เดลต้า

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 13-17 กันยายน 2564 เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการปรับคณะรัฐมนตรี และพิจารณาแผนบริหารหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการพิจารณาขยายกรอบหนี้สาธารณะจากระดับปัจจุบันที่ 60% ต่อจีดีพี เป็น 70% ต่อจีดีพี เป็นระยะเวลา 10 ปี ก่อนจะปรับลงมาอยู่ที่ 60% ต่อจีดีพีตามเดิม ด้านตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศจะเริ่มชะลอลง ในขณะที่ภาครัฐยังคงมาตรการที่เข้มงวดและเคอร์ฟิวไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศเลื่อนแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวสู่กรุงเทพแบบไม่กักตัวไปอีก 2 สัปดาห์ เป็นช่วงกลางเดือนตุลาคม เนื่องจากต้องการเร่งการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ให้ครอบคลุม 70% ของประชากรกรุงเทพก่อน โดยคาดว่าจะครบตามเป้าภายในต้นเดือนตุลาคมนี้

ด้านความเคลื่อนไหวในต่างประเทศ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ด้วยแรงหนุนจากตัวเลขค้าปลีกสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด สนับสนุนความคาดการณ์ต่อการลดคิวอีในเร็ววันนี้ของเฟด ด้านตลาดแรงงานสหรัฐยังคงอยู่ในฝั่งฟื้นตัว โดยการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณชะลอลง ด้านแดโมแครตเปิดเผยแผนการขึ้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใช้จ่าย 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของหนี้สาธารณะ ซึ่งรีพับลิกันระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการขยายกรอบหนี้สาธารณะ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับแผนรายจ่ายและการขึ้นภาษีของแดโมแครตที่เหมือนเป็นการลบล้างสิ่งที่ทรัมป์เคยทำไว้

ด้านเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอลงจากยอดค้าปลีกจีนในเดือนสิงหาคมที่ขยายตัวเพียง 2.5%YoY ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 7.0%YoY และต่ำกว่าระดับในเดือนก่อนหน้าที่ 8.5%YoY ในขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3%YoY น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 5.8%YoY จากผลกระทบของการแพร่ระบาดสายพันธุ์เดลต้าและมาตรการภาครัฐที่เข้มงวด นอกจากนี้ ความกังวลต่อความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอเวอร์แกรนด์ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของจีนเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินเอเชียโดยรวม นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง ภายหลังจากที่ไบเดนและสีจิ้นผิงพูดคุยกันผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ไบเดนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะที่ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไปตกในเขตน่านน้ำพิเศษของญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มีการทดสอบขีปนาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำ

เงินบาทปิดตลาดที่ 33.22 ในวันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2564 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.25-1.35% โดยอัตราผลตอบแทนได้ปรับตัวลดลงในช่วงกลางสัปดาห์จากการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 0.3%MoM ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อยที่ 0.4%MoM อย่างไรก็ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี กลับมาปรับตัวสูงขึ้นเหนือ 1.30% ในช่วงท้ายสัปดาห์จากการรายงานตัวเลขยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม ที่เพิ่มขึ้น 0.7%MoM เหนือคาดการณ์ที่ -0.7%MoM ทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักถึงโอกาสที่เฟดจะออกมาระบุถึงช่วงเวลาที่จะเริ่มลดคิวอีในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 21-22 กันยายนนี้ ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าท้ายสุดแล้วเฟดจะมีท่าทีต่อการดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างไร ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ในระยะต่อไปอย่างแน่นอน

ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรระยะยาว ซึ่งเป็นการปรับตัวแบบ Bear Steepening โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลต่ออุปทานพันธบัตรสำหรับงบประมาณปี 2565 ซึ่งดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์เอาไว้ กดดันให้เกิดแรงขายในพันธบัตรรัฐบาลออกมา ประกอบกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่มีอย่างต่อเนื่องทำให้กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมาไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 26,806 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 19,741 ล้านบาท ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 7,058 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 7 ล้านบาท ส่งผลให้ ณ วันที่ 17 กันยายน 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.49% 0.54% 0.63% 0.94% 1.33% และ 1.80% ตามลำดับ