Tuesday, 19 October 2021

จีดีพีไทยในไตรมาส 2 มีแนวโน้มขยายตัวสูง – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเงิน-หุ้น


จีดีพีไทยในไตรมาส 2 มีแนวโน้มขยายตัวสูง

วันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 06:17 น.

อัตราการขยายตัวของจีดีพีไทยในไตรมาสที่ 2 ซึ่งประเมินว่าจะขยายตัวสูงสุดตั้งแต่วิกฤตโควิด โดยตลาดประเมินไว้ที่ 6.4%

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money…week) โดย…พีรพรรณ สุวรรณรัตน์, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.50 ในสัปดาห์นี้ ในช่วงที่การแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลต้ารุนแรงขึ้น ประเทศที่มีวัคซีนเพียงพออาทิ สหรัฐฯ และเยอรมนี เข้มงวดการฉีดวัคซีนมากขึ้น โดยทำให้ต้นทุนการครองชีพของผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนแพงขึ้น ด้านนโยบายการเงิน การปาฐกถาของเจอโรม โพเวล ประธานเฟดในวันอังคารนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญ หลังจากจำนวนสมาชิกของเฟดที่สนับสนุนการลดขนาดมาตรการคิวอีภายในปีนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์นี้ประเมินว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเฟดและธนาคารกลางของออสเตรเลียจะเปิดเผยรายงานการประชุมในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ตลาดประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยของอินโดนีเซียและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีของจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง

ด้านไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะประกาศอัตราการขยายตัวของจีดีพีไทยในไตรมาสที่ 2 ซึ่งประเมินว่าจะขยายตัวสูงสุดตั้งแต่วิกฤตโควิด โดยตลาดประเมินไว้ที่ 6.4% YoY โดยหลักมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 รุนแรง อีกทั้งรายงานการประชุมนโยบายการเงินของไทยเมื่อต้นเดือนสิงหาคมอาจกล่าวถึงสาเหตุและรายละเอียดการปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ลงเหลือ 0.7% รวมทั้งสาเหตุที่คณะกรรมการมีมติไม่เป็นเอกฉันท์เป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 1 ปี ต่อแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 9-13 สิงหาคม 2564 ค่าเงินบาทผันผวนหนักในทิศทางอ่อนค่า จากความกังวลต่อสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงรุนแรง จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง และสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายหลังจากผู้ชุมนุมปะทะกับตำรวจที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนกรกฎาคมลดลงต่อเนื่อง 4 เดือนมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน เนื่องจากการระบาดที่ยืดเยื้อและการปิดเมืองกระทบกับความเชื่อมั่น และเสี่ยงกระทบกำลังการผลิตและการส่งออกในระยะข้างหน้า ปัจจุบันกำลังการผลิตหลายอุตสาหกรรมลดลงไปแล้ว 5-10% เนื่องจากการขาดแคลนแรงงานและขั้นตอนการทำความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอนุมัติเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 3.35 หมื่นล้านบาทเพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ประกันตน ในขณะที่ ธปท. เสนอว่าควรปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว รวมถึงปรับลดหนี้ ลดยอดผ่อนชำระต่องวด และลดดอกเบี้ย เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิดที่ยาวนานและรุนแรงทำให้ผู้กู้มีแนวโน้มใช้เวลามากในการฟื้นตัว ในขณะที่มาตรการพักชำระหนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเท่านั้น

ด้านเงินดอลลาร์แข็งค่าจากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง แม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ จะพุ่งเหนือ 1 แสนรายต่อวัน ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2021 โดยการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 9.43 แสนตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่สิงหาคม 2020 ส่งผลให้ในปีนี้ตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นรวม 4.3 ล้านตำแหน่ง ในขณะที่ยังมีผู้ว่างงานสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตอีก 5.7 ล้านคน ด้านอัตราการว่างงานในเดือนกรกฎาคมลดลงเหลือ 5.4% ต่ำกว่าคาดการณ์มาก ในขณะที่ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงติดต่อกัน 3 สัปดาห์ติดต่อกัน ส่งสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ถึงการลดคิวอีของเฟดอีกครั้ง ในขณะที่สมาชิกเฟดที่มีสิทธิ์โหวตในปีนี้ออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนการลดขนาดคิวอีภายในปีนี้เพิ่มมากขึ้น ด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลง โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 5.4%YoY แต่ลดลงจากในเดือนก่อน สะท้อนภาวะไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่ผ่อนคลายลง ในขณะที่ไบเดนระบุว่ากำลังติดตามเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นว่าเฟดจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมหากจำเป็น

เงินบาทปิดตลาดที่ 33.34 ในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ อายุ 10ปี ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการรายงานตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ถึงช่วงเวลาที่เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณลดขนาดคิวอีเร็วขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสมาชิกเฟดหลายท่านที่ออกมาให้ความเห็นว่าเฟดควรที่จะเริ่มลดขนาดคิวอีภายในปีนี้ ขณะที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ประกาศออกมายังคงแสดงถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 5.4%YoY ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 7.8%YoY ในเดือนกรกฎาคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ 7.2%YoY รวมไปถึงตัวเลขยยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 375,000 คนในสัปดาห์ที่แล้ว เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ และถือเป็นการลดลง 3 สัปดาห์ติดต่อกัน

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย มีการปรับตัวโดยเส้นอัตราผลตอบแทนมีความชันเพิ่มขึ้น (Steepening) ซึ่งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลตัวสั้น ที่มักเคลื่อนไหวไปตามอัตราดอกเบี้นนโยบายมีการปรับตัวลดลง สะท้อนมุมมองที่นักลงทุนบางส่วนคิดว่าโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยมีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ส่งผลให้ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.47% 0.46% 0.49% 0.70% 1.05% และ 1.56% ตามลำดับ

กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 8,392 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 1,244 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 7,187 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 39 ล้านบาท