Monday, 18 October 2021

ติดตามรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟดและการประชุมบีโอเจ – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเงิน-หุ้น


ติดตามรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจของเฟดและการประชุมบีโอเจ

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 09:00 น.

เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-33.00 ในสัปดาห์นี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าที่รุนแรงขึ้นสร้างความกังวลในหลายประเทศทั่วโลก

คอลัมน์ มันนี่วีก (Money… week) โดย…กฤติกา บุญสร้าง, มนัสวิน ฐิติสมบูรณ์ สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.40-33.00 ในสัปดาห์นี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าที่รุนแรงขึ้นสร้างความกังวลในหลายประเทศทั่วโลก และส่งผลกระทบทางลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งยังมีความกังวลต่อการกลายพันธุ์ใหม่อีกหลายสายพันธุ์ด้วย อย่างไรก็ตาม อังกฤษประกาศจะยกเลิกมาตรการที่เข้มงวดในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ แม้อังกฤษจะมียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงขึ้น สำหรับในสัปดาห์นี้ ด้านนโยบายการเงิน เฟดจะเปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) ซึ่งจะสะท้อนมุมมองของเฟดต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทางด้านบีโอเจจะมีการประชุมนโยบายการเงิน โดยตลาดคาดการณ์ว่าบีโอเจจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ธนาคารกลางจีนจะประกาศอัตราดอกเบี้ยของโครงการเงินกู้ระยะกลาง ทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจะมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อทั้งจากสหรัฐฯ และยูโรโซน ในขณะที่จีนจะประกาศจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขส่งออก ยอดค้าปลีก และผลผลิตอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า

ภาพรวมตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงวันที่ 5-9 กรกฎาคม 2564 เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็วจากความกังวลแนวโน้มการระบาดของไวรัสที่รุนแรงขึ้น โดยรัฐบาลยอมรับว่า สายพันธุ์เดลต้าเริ่มระบาดรุนแรงขึ้นในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานวันที่ 9 กรกฎาคม จำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดที่ 9,276 ราย และคาดการณ์ว่าในสัปดาห์ถัดไป จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันเกินกว่า 10,000 ราย ประกอบกับมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดความกังวลต่อการปิดเองรอบใหม่ โดยวันที่ 9 กรกฎาคม ศบค. ประกาศจำกัดการเดินทางเป็นเวลา 14 วัน ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งห้ามออกนอกเคหะสถานในพื้นที่เสี่ยง 6 จังหวัดช่วงเวลา 22.00-04.00 น. และอนุญาตให้ห้างสรรพสินค้าเปิดได้เฉพาะซุปเปอร์มาเก็ต แผนกขายยา แผนกอาหาร และแผนกเบ็ดเตล็ด ส่วนร้านสะดวกซื้อกำหนดเวลาเปิดและปิด

ด้านปัจจัยเงินดอลลาร์ ตลาดรอเปิดเผยรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเดือนมิถุนายนซึ่งประกาศในวันที่ 8 กรกฎาคม โดยตลาดคาดหวังว่า คณะกรรมการจะกล่าวถึงแผนการลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ที่ชัดเจน แต่เมื่อรายงานการประชุมออกมา พบว่า คณะกรรมการประเมินว่า ยังไม่เข้าสู่เป้าหมายความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่สิ้นสุด และยังมีความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แม้คณะกรรมการหลายท่านมองว่า การลดขนาดวงเงินมาตรการซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) อาจเร็วกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ และจำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้า แต่ยังจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการของตลาดแรงงานและเงินเฟ้อต่อไปด้านวิธีการลดขนาดคิวอี คณะกรรมการยังเห็นไม่ตรงกัน โดยกลุ่มหนึ่งมองว่าควรจะเริ่มลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ที่มีที่อยู่อาศัยค้ำประกัน (MBS) มากกว่าหรือเร็วกว่าพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากแรงกดดันจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่อีกลุ่มหนึ่งมองว่าควรลดวงเงิน MBS และพันธบัตรรัฐบาลไปพร้อมกันตามสัดส่วน เนื่องจากสอดคล้องกับที่เคยสื่อสารไว้และสินทรัพย์ทั้งสองประเภทมีผลต่อภาวะการเงินโดยรวมเช่นกัน ทั้งนี้ คณะกรรมการย้ำว่าจะต้องชี้แจงต่อสาธารณชนล่วงหน้า ปัจจัยดังกล่าวลดระดับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ลง ภายหลังการเปิดเผยรายงานอย่างไรก็ตาม การระบาดของสายพันธุ์เดลต้าที่รุนแรงขึ้น โดยสหรัฐฯ ยอมรับว่า จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในสหรัฐฯ เริ่มมีผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าเป็นหลักแล้ว และหลายประเทศเผชิญการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าด้วยเช่นกัน ปัจขจัยนี้ทำให้ตลาดการเงินโลกโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง จึงทำให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

เงินบาทปิดตลาดที่ 32.60 ในวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564 ณ เวลา 17.00 น.

ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตลอดทั้งสัปดาห์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวทำจุดต่ำในรอบเกือบ 5 เดือน ลงมาทำจุดต่ำสุดอยู่แถวบริเวณ 1.25% ซึ่งสาเหตุหลักของการปรับตัวในครั้งนี้มาจากความกังวลที่ไวรัสโควิด 19 ได้กลับมาระบาดอีกครั้ง รวมไปถึงสัญญาณของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดูชะลอตัวลงไปบ้าง อย่างเช่นการประกาศตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการของสหรัฐฯ โดย ISM ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 60.1 ในเดือนมิถุนายน จาก 64.0 ในเดือนก่อนหน้า และน้อยกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 63.5 และตัวเลขยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรฐัฯ เพิ่มขึ้น 373,000 ตำแหน่งในสัปดาห์ก่อน ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์และสูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวที่ช้าของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ประกอบกับการเปิดเผยกรายงานการประชุมของเฟดที่ไม่ได้ส่งสัญญาณลดขนาดวงเงินคิวอีที่ชัดเจนอย่างที่ตลาดประเมินไว้ ซึ่งคณะกรรมการจะรอจนการจะมีสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม เป็นปัจจัยที่สนับสนุนที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ปรับตัวลดลงสอดคล้องกับปัจจัยในต่างประเทศ โดยประเด็นหลักที่ยังสนับสนุนตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยคือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ขณะที่มีการประกาศตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 1.25%YoY ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.52%YoY โดย ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 1, 2, 3, 5, 7 และ 10ปี อยู่ที่ 0.48% 0.51% 0.56% 0.83% 1.22% และ 1.71% ตามลำดับ

กระแสเงินทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยมูลค่าสุทธิประมาณ 1,116 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น 972 ล้านบาท ซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว 850 ล้านบาท และมีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ 706 ล้านบาท