Monday, 18 October 2021

ทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน – โพสต์ทูเดย์ work-life-balance


ทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 13:50 น.

โดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

ปัญหา

โลกเปลี่ยนอย่างเป็นพลวัต ไม่แน่นอน คลุมเครือ และซับซ้อน ไม่เคยหยุดนิ่งแม้ขณะใดขณะหนึ่ง แต่ในทุกขณะ มันกำลังปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ อย่างเช่นการปรับตัวของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดง่าย อาการรุนแรง ป้องกันยาก สร้างความปวดหัวทุกวันนี้ มันก็กำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด อีกทั้งเทคโนโลยีก้าวกระโดดในอัตราเร่ง แต่ก็ล้าสมัยชั่วข้ามคืน แต่สังคมกลับอ่อนแอ ขาดพลัง การปรับตัวรุนแรง ใครตามไม่ทัน ต้องล่มสลาย มนุษย์เราจึงต้องปรับ บางคนอยากจะเปลี่ยน บางคนไม่คิดจะเปลี่ยน บางคนพยายามจะเปลี่ยน แต่สุดท้ายก็ละความพยายาม แล้วกลับตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ตามเดิม จึงเกิดคำถามว่าเมื่อโลกเปลี่ยน แล้วทำไมคนไม่ปรับ หรือปรับยาก มีบ้างที่เปลี่ยน แต่ก็ไม่ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เราลงทุนเพื่อพัฒนาองค์กร เพื่อยกศักยภาพบุคลากรและคุณภาพชีวิต แต่ผลที่ได้มักต่ำกว่าที่คาดหวัง อีกทั้งยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นซ้ำๆ แก้กี่ครั้งก็เหมือนเดิม เรื่องที่ว่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนนั้นยังห่างไกล เพราะอะไร

สาเหตุ

ประการแรก ในมุมมองการพัฒนา เรายังหลงทาง การพัฒนาไม่ตรงประเด็น เข้าไม่ถึงแก่น เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของชีวิต ตัวปัญหา ตลอดจนแนวคิดและกระบวนการแก้ปัญหาตามความเป็นจริง แต่เรายังติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ที่เน้นเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ขาดแนวคิดการพัฒนาเชิงองค์รวมเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพราะองค์กรมีชีวิต

สอง ต้องเข้าใจว่าองค์กรคือระบบที่เกิดจากการเชื่อมโยงของมิติต่างๆ ที่หลากหลายอย่างซับซ้อน ปัญหาต่างๆ จึงทับซ้อนกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และอื่นๆ ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ แต่การจัดการกับปัญหานั้นกลับดำเนินไปในลักษณะเส้นตรง เชิงเดี่ยว แยกส่วน ไม่เป็นองค์รวม มองไม่ขาดว่าปัญหาต่างๆ มันเป็นปัญหาเชิงซ้อน มันเป็นระบบซ้อนระบบ ปัญหาซ้อนปัญหา วิกฤตซ้อนวิกฤต การพัฒนาจึงไม่ยั่งยืน

สาม เพราะขาดความเข้าใจถึงธรรมชาติของศักยภาพอย่างเป็นองค์รวม ที่มีทั้งที่แสดงออกมาภายนอกเพียงเล็กน้อย แต่มีเก็บไว้อีกมากมายอยู่ภายใน บุคคลจึงมักให้ความสำคัญแต่เพียงการพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการ เพราะมันง่าย เห็นผลเร็ว ประจักษ์ วัดได้ ซึ่งว่าไปแล้วมันสำคัญ แต่ไม่พอแต่ยังขาดการพัฒนาทักษะชีวิตจากภายใน เลยยังเข้าไม่ถึงฐานรากของชีวิต การพัฒนาจึงหลงทางวนเวียนอยู่แต่เรื่องฉาบฉวย ผิวเผิน เปลือกนอกอย่างเข้าใจผิด ไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องมาจากภายใน จึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพและขับออกมาได้อย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับปัญหาได้อย่างยั่งยืน

สี่ เพราะบุคคลขาดวิสัยทัศน์ ขาดเป้าหมายชีวิต หาตัวเองไม่เจอ ตอบไม่ได้ว่าอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อใคร ทำไม จึงขาดแรงบันดาลใจ ขาดความมุ่งมั่น ขาดแรงขับเคลื่อนภายใน จึงไม่สามารถพัฒนาการนำตนเองให้เล่นเชิงรุกได้ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ

ห้า เพราะต่างวัยต่างความคิด ติดกรอบเดิมๆ อยู่ใน Comfort Zone ไม่เปลี่ยน ไม่พัฒนาตนเอง มีทัศนคติติดลบ มองปัญหาเป็นภาระ มิใช่ความท้าทาย ทำงานด้วยกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แต่มองภาพต่างกัน จึงไปคนละทาง ไม่สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน ขัดแย้งกัน แล้วมักเอาความคิดตนเป็นหลัก

หก เพราะไม่ใฝ่เรียนรู้ ขาดการคิดเชิงระบบ จับประเด็นไม่ถูก เชื่อมโยงก็ไม่ได้ การแก้ปัญหาจึงสับสน วนไปมา หาทางออกไม่เจอ แก้ปัญหาไม่ตก อีกทั้งขาดมุมมองเชิงองค์รวม ไม่เห็นภาพรวม คิดอะไรก็ได้แต่แนวทางเดิมๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ จึงไม่อาจสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

เจ็ด เพราะบุคคลไม่เห็นคุณค่าตนเอง จึงขาดความเชื่อมั่น ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การทำลายในทุกความสัมพันธ์ และตัดโอกาสตนเองในการก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

แปด เพราะบุคคลยังติดอยู่กับภาพลบตนเองในอดีต แล้วเอามาเป็นความรู้สึกผิด สร้างเป็นปมลบขึ้นมาในใจ ภายในจึงเปราะบาง อ่อนไหว ขาดภูมิต้านทาน อ่อนแอ ขาดความเข้มแข็ง จึงมักตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยเฉพาะสื่อสังคมโซเชียลที่นำให้เราหมกมุ่น กล่อมให้หลงอยู่กับภาพมายาที่ไม่มีวันเป็นจริง สุดท้ายแล้วก็ผิดหวัง แล้วกลับเข้าวงจรความรู้สึกผิดที่มีต่อตนเองอีก หมุนวนเวียนอยางนี้เรื่อยไปกลายเป็นความรู้สึกผิดติดลบฝังแน่น เกาะกัดกินใจและเสียใจมายาวนาน แต่ไม่มีทางออก สร้างแรงกดดัน เครียด และนี่คือสาเหตุหลักที่คุณภาพชีวิตคนไทยและสังคมอ่อนแอล้าหลัง เมื่อหาทางไม่เจอ ก็กลับมาทำร้ายและทำลายตนเองอย่างเข้าใจผิด อย่างนี้แล้ว ความยั่งยืนแทบสะกดไม่ถูกเลย

เก้า เพราะในการสื่อสารมักเอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เปิดใจกว้างรับฟัง ไม่ยอมรับกัน ไม่เข้าใจกัน ไม่ไว้ใจกัน จึงไม่อาจสร้างทีมงานที่เข้มแข็งบนฐานของศรัทธาที่ต้องการความร่วมมืออย่างเชื่อใจกัน

และสิบ เพราะไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง ไม่เห็นคนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต จึงไม่อาจพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีส่วนร่วม เกื้อกูล ไปในทิศทางเดียวกันได้

ประเด็นความท้าทายต่างๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน และเป็นตัวปิดกั้นมิให้การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ท่านคิดว่าอะไรคือรากของปัญหา อะไรทำให้องค์กรแตกต่างกัน คนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเน้นที่คน แล้วทำไมคนไม่เปลี่ยน ที่เปลี่ยนก็ไม่ยั่งยืน แล้วท่านจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร ท่านจะนำความเข้าใจดังกล่าวไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงนำองค์กรสู่ความยั่งยืนได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างทีมงานเข้มแข็ง สามารถระเบิดศักยภาพจากภายใน เพื่อสร้างองค์กรให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง

ส่วนทางออกของปัญหา ขอเป็นฉบับหน้าครับ