Monday, 24 June 2024

ประเมินความเสี่ยง ปี 2564 – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเมือง


ประเมินความเสี่ยง ปี 2564

วันที่ 31 ธ.ค. 2563 เวลา 16:36 น.

วันนี้ 31 ธันวาคม 2563 เป็นวันสุดท้ายของปี 2563 วันพรุ่งนี้ก็เริ่มปีใหม่ 1 มกราคม 2564 วันหยุดหลายวันทำให้เรามีเวลาที่สงบพอเพราะไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน ที่จะ “เหลียวหลัง” ไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นในประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติในปีหน้า 2564 ทั้งปี เมื่อเรามองไปข้างหน้า “แลหน้า” ว่า อะไรน่าจะเกิดขึ้นที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ไม่ใช่ว่าถึงสิ้นปี 2563 แล้ว อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นในปี 2563 จะหยุดลงทันทีแล้วมาเริ่มใหม่ แต่มันเป็นสถานการณ์ที่ต่อเนื่องกันไปในปี 2564 สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2563 อาจบอกเราได้ถึงสิ่งที่จะเกิดหรือน่าจะเกิดในปี 2564 ส่วนประเภทที่เกิดโดยไม่คาดฝัน เช่น โรคระบาดร้ายแรงโควิด 19 บอกล่วงหน้าไม่ได้จนกว่าจะเกิดขึ้นแล้ว ไม่เหมือนกับฝนตก แดดออก ฟ้าร้อง พายุ ที่ดาวเทียมอุตุนิยมบอกเราล่วงหน้าได้ แตป้องกันไม่ได้

ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2563 ไทยเจอปัญหาหนักมากจากการแพร่ระบาดโควิด 19 (ทุกประเทศทั่วโลกเจอเหมือนกันหมด ) และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศ จากที่เศรษฐกิจดีมากในปี 2562 พอถึง 2563 เศรษฐกิจฟุบลงทันที แต่เราก็ค่อย ๆ ประคองตัวมาได้ ถ้าเป็นนักมวยก็โดนโควิด 19 ต่อยจนซวนเซไปมา แทบจะโดนน็อค คนรวยคนจนโดนกันถ้วนหน้า แต่คนจนสายป่านสั้นก็หนักหน่อย เครื่องยนต์เศรษฐกิจดับหมดทุกเครื่องเหลือเพียงการใช้จ่ายภาครัฐที่ รัฐบาลทั้งต้องกู้ ต้องออกมาตรการ โครงการต่าง ๆ ช่วยประชาชนในระดับล่าง

ถ้าไม่มีอคติกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากเกินไป ต้องยอมรับว่า รัฐบาลเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งในสภาและนอกสภา แต่สามารถบริหารจัดการการแพร่ระบาดโควิด 19 ซึ่งเป็นภัยคุกคามเฉพาะหน้าที่รุนแรงและเร่งด่วน ได้ดีในระดับที่น่าพอใจ จนได้รับคำชมจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สร้างดุลภาพระหว่างสิทธิเสรีภาพทางการเมือง การป้องกันการแพร่กระจายของโรคกับปากท้องของประชาชน ฯลฯ ป้องกันการก่อความวุ่นวายลุกฮือของประชาชนได้ รู้จักผ่อนสั้น ผ่อนยาว

ในขณะที่รัฐบาลทุ่มความพยายามในการแก้ปัญหาโควิด 19 รัฐบาลก็เผชิญกับปัญหาการเมืองบนท้องถนน สามารถผ่อนสั้น ผ่อนยาว ป้องกันความรุนแรงทางการเมืองไม่ให้เกิดขึ้นตาม บริหารจัดการทางการเมืองจนทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น คะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ในช่วงครึ่งหลังของปีโดยโพลล์สำนักต่าง ๆ ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ปี 2563 เป็นปีที่มีสถาบันกษัตริย์ถูกจาบจ้วงล่วงละเมิดมากที่สุดในรอบปลายสิบปีที่ผ่านมา จากกระแสเรียกร้องให้มีการ “ปฏิรูป” สถาบันกษัตริย์จากนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐบาลที่เผชิญกับแรงกดดันจากทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายจงรักภักดี ที่ต้องบริหารความต้องการและอารมณ์ของทั้งสองฝ่าย ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ในขณะที่สถาบันสูงสุดได้ปรับตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีการเปิดโปง เปิดเผยประวัติศาสตร์ในส่วนที่คณะราษฎร 2475 กระทำต่อสถาบันกษัตริย์มากขึ้น จนต้องมีการทบทวนประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นกันใหม่ ซึ่งกลายเป็นว่า ภาพลักษณ์ของคณะราษฎร 2475 ถูกสังคมตั้งคำถามมากขึ้น และอาจมีการชำระประวัติศาสตร์ในช่วงนี้กันใหม่

นั่นเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่เรา “เหลียวหลัง” ไปดูและมองเห็น คราวนี้ เราจะมองไปข้างหน้าที่ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ต้องก้าวไปเผชิญกับอนาคนที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 หากสามารถช่วยกันประเมินและระบุคุกคามที่จะเกิดกับ “บ้านเมือง” ได้ คนไทย โดยเฉพาะรัฐบาลก็ต้องหาทาง “ป้องกัน” ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นหากทำได้ หรือ “บรรเทา” ความรุนแรงให้ลดลง

ไม่ใช่ทำเพื่อคณะใดคณะหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและความอยู่ดีกินดีของประชาชน เอา “ประเทศชาติ ประชาชน” เป็นตัวตั้ง

ปัญหาเร่งด่วนเผชิญหน้าประเทศไทยในปี 2564 มีอะไรบ้าง

ความเสี่ยงและภัยคุกคามที่สำคัญอันดับต้น ๆ ยังคงเป็นไข้หวัดโควิด 19 ที่มีการแพร่ระบาดครั้งที่สองในปลายปี 2563 เป็นสำคัญ และเร่งด่วนมากกว่าปัญหาอื่น

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำโดยเร่งด่วนเฉพาะหน้า คือ เร่งควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ครั้งที่สองให้ได้ อาจกล่าวได้ว่า ไทยโชคไม่ดีตอนปลายปี 2563เพราะเศรษฐกิจเริ่มจะค่อย ๆ ดีขึ้นหรือเลวน้อยลง คาดว่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในปี 2564 (จากฐานของปี 2563) แต่เรามาเจอปัญหาการระบาดครั้งที่ 2 จากแรงงานต่างด้าว รัฐบาลต้องคุมให้ได้

ต้องระวังชายแดนด้านพม่าเป็นสำคัญ เพราะพม่ามีการแพร่ระบาดโควิด 19 มาก แรงงานต่างด้าวพม่าที่กลับไปเยี่ยมบ้าน และที่ลอบเข้ามา นำเชื้อมาแพร่ในไทยโดยไม่ตั้งใจ

สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการควบคุมการแพร่ระบาดของไข้โควิด 19 คือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ โดยเฉพาะ (1 ) การส่งออก ( 2 ) การท่องเที่ยว เพราะสองอย่างนี้ทำรายได้ถึงร้อยละ 40 ถ้าประเทศต่างๆ เริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจ เครื่องยนต์สองตัวนี้คงเริ่มติดเครื่องได้

ไตรมาสสุดท้ายปี 2563 การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น แต่กลับมีตู้คอนเทนเนอร์ไม่พอ เพราะไปค้างอยู่ที่จีน ส่วนการท่องเที่ยวนั้น คาดวาไตรมาส 4 ปี 2564 น่าจะเป็นช่วงจังหวะดีที่สุดที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้ แต่จะเที่ยวแบบเดิมคงไม่ได้

ศรษฐกิจของเราผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ตอนนี้ค่อย ๆ เงยหัวขึ้นทีละน้อย แต่โชคร้ายมาเจอการแพร่ระบาดโควิด 19 รอบสอง

ถึงแม้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 2564 จะค่อย ๆ ดีขึ้น หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเลวน้อยลง แต่ต้องเข้าใจว่า ที่ว่าดีขึ้นนั้น ดีขึ้นจากปี 2563 ที่เศรษฐกิจตกต่ำที่สุด ถ้าจะทำให้ดีเท่ากับเศรษฐกิจปี 2562 ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งที่สุด ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 2-3 ปี ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น แม้แต่สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป

ส่วนเรื่องการเมืองนั้น คิดว่าน่าจะดีกว่าปี 2563 เพราะพรรคร่วมรัฐบาลคุมเสียงได้ รัฐบาลประยุทธ์มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีความต่อเนื่องของนโยบาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายค้านและของม็อบที่ต้องผลักดันและกดดันทั้งในและนอกสภา เพื่อให้เสร็จก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่ เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ซึ่งคงไปได้เรื่อย ๆ ตามกระบวนการ ที่คงต้องมีการทำประชามติสอบถามประชาชนเจ้าของอำนาจเสียก่อน ว่าจะให้แก้หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านประชามติด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน 16 กว่าล้านเสียงหรือร้อยละ 60 ของผู้มิสิทธิออกเสียง ส่วนการปรองดองสมานฉันท์คงคืบหน้าไปอย่างช้า ๆ เพราะไม่รู้จะปรองดองเรื่องอะไร จะปรองดองเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์หรือ

ม็อบก็คงจะปลุกไม่ขึ้น หรือเผชิญกับแรงต่อต้านมากขึ้น เพราะคนเบื่อเต็มประดาแล้ว ในขณะที่กระแสต่อต้าน “กลุ่มล้มเจ้า” จะรวมตัวกันมากขึ้น รัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ต่อไป ต่างชาติจะแทรกแซงก็ไม่ถนัดนัก เพราะหาประเด็นเด่น ๆ ที่จะมาอ้างและให้คนไทยส่วนใหญ่ด้วยยาก ม็อบคงเล่นประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ไปเรื่อย ๆ ให้สอดคล้องกับท่าทีของพรรคดีโมแครตซึ่งขึ้นมามีอำนาจในสหรัฐ

รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้เกิด “คดีอื้อฉาว” ขึ้น โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่น เช่นที่ประธาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ปี 2562 (รัฐบาลชุดนี้เข้ามาแล้ว) มีคนฟ้องร้อง คดีคอรัปชั่น รวมมูลค่าเป็นแสนล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย ปี 2562 เป็นปีที่เศรษฐกิจดีมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจชาติดีหรือไม่ดี ในปี 2564 ต้องไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เรื่องนี้แปลกเพราะว่า “ หัวไม่ส่าย แต่หางยังกระดิกได้ “

นายกรัฐมนตรียังคงตกเป็นเป้าหลักที่ฝ่ายค้านและม้อบนอกสภาโจมตี เรียกร้องให้ลาออกต่อไป กล่าวกันว่า เพราะหากรัฐบาลชุดนี้อยู่นาน ก็เท่ากับฝ่ายค้านเหี่ยวแห้งไปทุกที แต่ฝ่ายค้านก็หาจุดอ่อนไม่ได้ และจดอ่อนนั้นต้องเป็นเรื่องที่ประชาชนเห็นด้วย โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็น “จุดตาย” แต่นายกรัฐมนตรีคนนี้ได้ชื่อว่ามือสะอาดทั้งครอบครัว แต่นายกรัฐมนตรก็ต้องดูแลไม่ให้มีข่าวคอรัปชั่นใน ครม. เราอดก็อดด้วยกัน เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน ไม่ใช่ในช่วงวิกฤศยังมีคนทุจริตคอรัปชั่นอีก ถ้ามีและจับได้ ต้องดำเนินการลงโทษให้เต็มที่

หากรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น คู่แข่งที่จะเป็นตัวเลือกนายกรัฐมนตรีมีคะแนนนิยมน้อยลง รัฐบาลประยุทธ์ปวดหัวกับเรื่องการเมืองน้อยลง แพทย์และประชาชนช่วยกันดูแลไม่ให้มีการแพร่ระบาดไข้หวัดโควิดรอบ 2 มีการฉีดวัคซีนให้กับคนไทยกลุ่มเสี่ยงได้ ก็จะทำให้มีเวลามากขึ้นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

สิ่งที่ผ่านไปแล้วในปี 2563 ซึ่งเป็นอดีตนั้น แก้ไขไม่ได้ แต่ใช้เป็นบทเรียนสำหรับที่จะเดินหน้าต่อไปในปี 2564 ได้ แม้อนาคตยังมาไม่ถึง แต่เราเลี่ยงอนาคตไม่ได้ไม่ว่าจะดีหรือเลว เราก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 อย่างมีสติ และเตรียมพร้อมที่จะรับมือ โดยการประเมินสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า และเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ให้พร้อม จัดลำดับการใช้เงินในกระเป๋าที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ตรงตามความจำเป็นเร่งด่วนและให้คุ้มค่า สัปดาห์เราจะมาคุยกันว่า ไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงและภัยคุกคามจากต่างประเทศในปี 2564 อย่างไรบ้าง เราจะเตรียมรับมืออย่างไร (จบ )