Wednesday, 21 February 2024

ผู้ใหญ่ลีกับอาจารย์รอลส์: ปัญหาความยุติธรรม (ตอนที่สาม) – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเมือง


ผู้ใหญ่ลีกับอาจารย์รอลส์: ปัญหาความยุติธรรม (ตอนที่สาม)

วันที่ 04 พ.ค. 2563 เวลา 15:07 น.

โดย…ไชยันต์ ไชยพร       

********************

ความเดิมจากสองตอนที่แล้ว: มีการตั้งคำถามขึ้นในหมู่บ้านของผู้ใหญ่ลีถึง เกณฑ์การจัดสรรทรัพยากรหรืองบประมาณแบบไหนถึงจะเป็นที่พอใจแก่ทุคนในหมู่บ้าน ? ให้ทุกคนแสดงความต้องการของแต่ละคนออกมา ก็อาจจะไม่ลงตัว เพราะคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะ ความถนัด ความสามารถ ฯลฯ ครั้นจะใช้เสียงข้างมากตัดสิน เสียงข้างน้อยก็อาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ฯลฯ มีอาจารย์ฝรั่งชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ จอห์น รอลส์ เสนอทางออกที่เขาคิดว่าเป็นคำตอบที่ทุกคนจะยอมรับได้และทุกคนจะเห็นว่าเป็นเกณฑ์ที่ยุติธรรม โดยเขาเสนอให้แต่ละคนลองสมมุติตัวเองไปอยู่ใน “จุดเริ่มต้น” ที่ยังไม่มีสังคม ยังไม่มีกฎหมาย กติกาใดๆ เพื่อจะได้มาตั้งต้นกันใหม่ว่า หาก “สามารถ” กำหนดกติกากันใหม่ได้ เราจะกำหนดมันอย่างไร และนอกจากจะสมมุติว่ามาอยู่ที่ “จุดเริ่มต้น” และอาจารย์รอลส์ยังให้เราแต่ละคนสมมุติว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเกิดมาในครอบครัวรวยหรือจน จะฉลาดหรือโง่ ฯลน นั่นคือ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเราเลย ซึ่งอาจารย์รอลส์ตั้งชื่อไว้แสนจะโรแมนติกว่า “ม่านแห่งความไม่รู้ อาจารย์รอลส์ยังให้เรายังมีความสามารถในการใช้เหตุผล และให้คิดอยู่ภายใต้กรอบที่ว่า ทรัพยากรในสังคมมีพอประมาณ ไม่มากไปไม่น้อยไป และอาจารย์รอลส์เชื่อว่า เมื่อแต่ละคนในสถานการณ์สมมุติที่ว่านี้คิดหากฎกติกาที่ยุติธรรมสำหรับตัวเองออกมาได้แล้ว ผลลัพธ์มันจะเหมือนกัน และนั่นก็จะเป็นกฎกติกาที่ยอมรับกันได้และยุติธรรมด้วย คราวที่แล้ว มีผู้อ่านท่านหนึ่งลองสมมุติเป็นลูกบ้านของผู้ใหญ่ลีและได้ลองตอบมาแล้วว่ากติกาที่ตนคิดได้มีหน้าตาอย่างไร  แต่นั่นแค่คนเดียวในหมู่บ้าน  คราวนี้ ผู้เขียนโชคดี มีท่านผู้อ่านอีกท่านหนึ่งลองตอบเข้ามา เป็นยังไง ลองติดตามกันดู ท่านผู้อ่านท่านนี้ได้ตั้งชื่อเรื่องของเขาว่า “นักพนันกับอาจารย์รอลส์”

อาจารย์รอลส์เป็นนักวิชาการที่ประธานาธิบดีคลินตันยกย่อง

“นักพนันกับอาจารย์รอลส์”

“จากการที่ผู้ใหญ่ลีได้ทิ้งโจทย์ให้กับลูกบ้านว่า ‘จะจัดสรรทรัพยากรต่างๆอย่างไรถึงจะเกิดความเป็นธรรมกับลูกบ้านทุกคน’ ก็ได้คำตอบกันไปต่างๆนาๆ เพราะลูกบ้านแต่ละคนเสนอการจัดสรรทรัพยากรจากจุดยืนของตนเอง/ตำแหน่งของตนเอง เพราะแน่นอนว่าคงไม่มีใครเสนอนโยบายที่จะทำลายประโยชน์ของตนเอง จนมีนักวิชาการท่านหนึ่งชื่อว่าอาจารย์รอลส์ ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมาว่าลองให้ลูกบ้านแต่ละคนเสนอวิธีการจัดสรรทรัพยากรจากม่านแห่งความไม่รู้ดู

มีลูกบ้านท่านหนึ่งตอบโจทย์ดังกล่าวของผู้ใหญ่ลีโดยอิงกับม่านแห่งความไม่รู้ของอาจารย์รอลส์ ซึ่งลูกบ้านท่านนั้นให้คำตอบมาว่าเขาจะไม่เลือกนโยบายใดๆที่อาจเกิดอันตรายกับตัวเขาได้ เขาใช้คำว่านโยบายแบบ ‘play safe’ ซึ่งต้องมีสองสิ่งสำหรับตัวเขาคือ 1. ‘สิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐาน’ และ 2 ‘การเยียวยาช่วยเหลือสมาชิกที่ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน’   คำตอบของลูกบ้านท่านนี้ให้ความสำคัญกับการประกันความเสี่ยงเป็นหลักจึงตรงกับคำว่า ‘play safe’ ที่เขาว่าไว้ อย่างไรก็ตามผมยังมีคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ก็คือคำถามที่ว่า ‘ถ้าบังเอิญเกิดมารวย เก่ง โชคดี กติกาสังคมที่เป็นธรรมสำหรับคนเก่งรวยโชคดี ควรเป็นอย่างไร ?’  วันนี้ผมจึงอยากจะลองสมมติตัวเองเป็นลูกบ้านแล้วตอบโจทย์ของผู้ใหญ่ลีจากม่านแห่งความไม่รู้ดูบ้าง

การจะตอบคำถามข้อนี้ได้ผมคิดว่าเราอาจจะต้องปรับเงื่อนไขของอาจารย์รอลส์ บางประการคือนอกจากผมจะเป็นลูกบ้านที่เป็นคนมีเหตุมีผลแต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตนเองแล้ว ผมยังเป็นนักพนันโชคชะตาอีกด้วย นั่นหมายความว่าผมจะเป็นลูกบ้านมีความบ้าบิ่นมากกว่าลูกบ้านคนที่แล้วที่เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก  ดังนั้นผมจึงขอเดิมพันว่าผมจะเป็นคนโชคดี เกิดมาร่ำรวย แต่ขอย้ำอีกทีว่าผมไม่รู้ว่าผมจะเกิดมาเป็นคนรวยหรือไม่ แต่ผมเสี่ยงโชคว่าผมจะเกิดมาแล้วรวย ผมจึงขอเสนอนโยบายที่ขัดแย้งกับลูกบ้านคนที่แล้วในประเด็นที่ว่าหมู่บ้านควรจะการเยียวยาช่วยเหลือสมาชิกที่ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน กล่าวคือผมกำลังจะพนันกับโชคชะตาว่าผมจะเกิดมารวย ผมจึงไม่ต้องการเสียภาษีหรือเสียสละอะไรเพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย

แต่นักพนันที่มีเหตุมีผล (rational) ควรต้องมีสติตลอดเวลาว่าอะไรคือความน่าจะเป็น/ความเป็นไปได้/อัตราส่วนของผลลัพธ์ที่หวังไว้ หากแบ่งฐานะออกเป็น 3 ระดับคือฐานะร่ำรวย ฐานะปานกลาง และฐานะยากจน แปลว่าโอกาสที่ผมจะเกิดมาเป็นคนรวยคือ 33% ซึ่งถือว่าไม่สูง ในฐานะนักพนันที่มีเหตุมีผล ผมจะกล้าเสนอนโยบายที่คนรวยไม่ต้องรับผิดชอบสังคม ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องช่วยเหลือใดๆแก่ผู้ทีด้อยโอกาสหรือไม่?  หากโชคชะตาเข้าข้างผมจะสุขสบายไปตลอดชาติ แต่หากโชคชะตาไม่เข้าข้างชีวิตผมคงมีแต่ความฉิบหาย ผมควรจะต้องทำอย่างไรกับโอกาสสำเร็จ 33% นี้? ในทางกลับกัน ผมมีโอกาสซวย 33% ในการได้เป็นคนจน และมีโอกาส 33% ในการได้เป็นคนฐานะปานกลางซึ่งผมมองว่าการเป็นคนมีฐานะปานกลางถือเป็นความซวยเช่นกันหากต้องอยู่ภายใต้นโยบายที่ผมเสนอ เพราะจะไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆเช่นกันจากส่วนกลางหากต้องประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นการตกงานเพราะสถานการณ์โรคระบาด จากคนฐานะปานกลางกลายเป็นคนฐานะยากจนไปเลย เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้วพบว่าโอกาสแพ้พนันมีสูงกว่าโอกาสชนะพนัน

ระหว่างที่ผมในฐานะนักพนันกำลังหาคำตอบให้ตัวเองว่าจะเสี่ยงกับนโยบายนี้หรือไม่ ผมกลับพบความแตกต่างระหว่างนักพนันจากม่านแห่งความไม่รู้กับนักพนันในโลกของความจริงที่รู้ว่าตัวเองมีชิวิตอย่างไร นักพนันในโลกแห่งความเป็นจริงอาจจะกล้าเดิมพันกับความเสี่ยงที่สูงเพราะเขาย่อมรู้ว่าหากเขาแพ้พนันเขายังมีอะไรรองรับชีวิตอยู่บ้าง หรืออีกกรณีคือเขามีข้อมูลว่าตัวเขานั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้วเขาจึงกล้าเดิมพันกับความเสี่ยง แต่นักพนันจากม่านแห่งความไม่รู้นั้นไม่มีข้อมูลใดๆที่บอกว่าตนเองมีอะไรหรือไม่มีอะไรสำรองในชีวิตอีกบ้าง เมื่อผมคิดได้เช่นนั้นจึงได้คำตอบว่านักพนันที่มีเหตุมีผลจากม่านแห่งความไม่รู้ ถึงแม้ว่าจะมีความบ้าบิ่นกว่าลูกบ้านคนแรกที่เลือกนโยบายอันปลอดภัยกับตัวเอง แต่นักพนันจากม่านแห่งความไม่รู้ไม่ควรเดิมพันกับนโยบายที่จะทำให้ตัวเองหมดตัว ดังนั้นนโยบายที่ผมเลือกจึงต้องมีความปลอดภัยในชีวิตอยู่บ้างถึงแม้จะไม่เท่ากับลูกบ้านคนแรก สรุปได้ว่าต้องเป็นนโยบายที่ เหลียวแลเล็กน้อยต่อผู้ที่โชคร้ายหรือผู้ที่ยากลำบาก เช่นมีข้าวแข็งๆให้กิน มีกระท่อมใต้สะพานให้นอน มียารักษาโรคคุณภาพต่ำที่สามารถเข้าถึงได้ สุดท้ายแล้วคำตอบจึงไม่ต่างจากลูกบ้านขี้กังวลคนแรกในแง่ของเนื้อหาสาระ แต่แตกต่างตรงที่ระดับของการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเท่านั้น”

ที่กล่าวมานี้เป็นความเห็นของลูกบ้านคนที่สอง ที่ให้ผลลัพธ์ไม่ค่อยต่างจากคนแรกเท่าไรนัก นั่นคือ อยากให้กฎเกณฑ์กติกาที่จะจัดสรรปันทรัพยากรหรืองบประมาณมาให้ตัว หากตัวเองเกิดจน หรือประสบความทุกข์ยากเดือดร้อนในชีวิต เพียงแต่จะต่างกันในระดับของความเข้มข้นในการช่วยเหลือเยียวยา แต่สิ่งที่น่าคิดจากมุมมองของลูกบ้านคนที่สองคือ สิ่งที่เขาได้กล่าวว่า “ผมกลับพบความแตกต่างระหว่างนักพนันจากม่านแห่งความไม่รู้กับนักพนันในโลกของความจริงที่รู้ว่าตัวเองมีชิวิตอย่างไร นักพนันในโลกแห่งความเป็นจริงอาจจะกล้าเดิมพันกับความเสี่ยงที่สูงเพราะเขาย่อมรู้ว่าหากเขาแพ้พนันเขายังมีอะไรรองรับชีวิตอยู่บ้าง หรืออีกกรณีคือเขามีข้อมูลว่าตัวเขานั้นไม่มีอะไรจะเสียแล้วเขาจึงกล้าเดิมพันกับความเสี่ยง แต่นักพนันจากม่านแห่งความไม่รู้นั้นไม่มีข้อมูลใดๆที่บอกว่าตนเองมีอะไรหรือไม่มีอะไรสำรองในชีวิตอีกบ้าง” เพราะในความเข้าใจของผม (ไชยันต์) นักพนันไม่ว่าจะเป็นนักพนันในชีวิตจริงหรือในม่านแห่งความไม่รู้ ถ้าไม่มีเหตุมีผลแล้ว จะเหมือนกันหมด คือ อาจเสี่ยงสูงเทหมดหน้าตัก หรือเอาเงินอนาคตมาเล่น และชอบมีวิธีคิดแบบเข้าข้างตัวเองหรือโลกสวย เช่น ถ้าหมดตัวเป็นหนี้ ยังไงกูก็หาทางเอาตัวรอดจนได้  แต่ถ้านักพนันที่มีเหตุมีผลไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในม่านแห่งความไม่รู้ จะมีวิธีคิดไม่ต่างกันเท่าไรนัก

แต่เงื่อนไขของอาจารย์รอลส์คือ สมมุติให้คนในจุดเริ่มต้นภายใต้ม่านแห่งความไม่รู้มีวิธีคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น นักพนันในม่านแห่งความรู้ย่อมจะคิดไม่ต่างจากนักพนันในชีวิตจริงที่มีเหตุมีผลเหมือนกกัน จะต่างกันตรงที่คนหนึ่งไม่รู้ว่าตัวเองมีเงินเท่าไร และโง่หรือฉลาด

คำถามคือ การที่อาจารย์รอลส์ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า คนในสภาวะที่ไม่รู้นี้ “มีเหตุมีผล” เป็นการสมมุติที่ “มีเหตุมีผล” หรือไม่ ? ถ้าไม่ และเป็นการสมมุติที่เป็นอุดมคติและเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อาจารย์รอลส์จะสมมุติแบบนั้นขึ้นมาเพื่ออะไร ? ทีนี้ ถ้าคนเราไม่มีเหตุมีผลหละ ? ข้อเสนอหรือทางออกที่ว่ามานี้ของอาจารย์รอลส์ก็ใช้ไม่ได้ ใช่ไหม ? ตกลง คนเราโดยพื้นฐานหรือโดยธรรมชาติ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุมีผลหรือเปล่า ?