Saturday, 17 February 2024

“พันธ์ยศ” ร่ายยาวปม “อัจฉริยะ” แจ้งจับ ยันไม่ได้ฉ้อโกง


“พันธ์ยศ” ร่ายยาวปม “อัจฉริยะ” แจ้งจับ ยันไม่ได้ฉ้อโกง

วันที่ 05 พ.ค. 2563 เวลา 21:13 น.

อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ ร่ายยาวชี้แจง คดีโกงขายหน้ากากอนามัยหลังโดน”อัจฉริยะ” แจ้งจับ ยืนยันไม่ได้ฉ้อโกง

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมผู้เสียหาย เข้าพบตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ .)เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับกับตน ในข้อหาฉ้อโกง และข้อหาขายสินค้าเกินราคา หลังพบว่าหน้ากากอนามัยที่ผู้เสียหายได้สั่งซื้อกับตนเเละอ้างว่าไม่มีคุณภาพโดยผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีนายหน้าเข้ามาติดต่อเสนอขายหน้ากากอนามัยที่ระบุนำมาจากตนพร้อมนำสินค้าตัวอย่างมาให้ตรวจสอบ เมื่อตนเห็นว่าหน้ากากอนามัยมีคุณภาพ ตรงตามที่ต้องการจึงตัดสินใจสั่งซื้อ ในจำนวน 400,000 ชิ้น เป็นเงิน 4.7 ล้านบาทเเต่ไม่ตรงตามที่ตกลงกันนั้น

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า ขอชี้แจงในประเด็นดังกล่าวว่าคืนวันที่เกิดเหตุคือต้นเดือนกุมภาพันธ์(หลังวันที่ 4 ก.พ.) ตนได้กลับเข้าบ้านพักและได้เจอนายธนโชติ (สงวนนามสกุล) กับนางสาวน้ำแข็ง และ ผู้ชายชาวจีน 1 คน มาดักรอพบเพื่อให้ตนช่วยหาหน้ากากอนามัย 400,000 ชิ้น เพื่อจะนำไปขึ้นเรือขนส่งไปยังประเทศจีน ให้ทันในเวลา 10:00 น. ของวันรุ่งขึ้นโดยแจ้งว่ามีเวลา ไม่เกิน 06:00 น. ที่จะต้องหาสินค้าหน้ากากอนามัยขึ้นเรือให้ได้ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับเป็นจำนวนมาก ทั้งสามคนจึงขอความช่วยเหลือให้ตนช่วยเป็นธุระจัดหาสินค้าหน้ากากอนามัยให้ โดยมีงบประมาณอยู่ที่ชิ้นละ 15.50 บาท ซึ่งตนปฏิเสธไปและแจ้งว่าเวลานี้ต้องการพักผ่อน แต่ทั้ง 3 คนพยายามหว่านล้อมให้ตนช่วยดำเนินการ โดยได้นำเงินสด 3 ล้านบาท เพื่อแสดงความพร้อมในการชำระเงิน

“ตอนนั้นผมมีสต็อกที่สั่งจากต่างประเทศก่อนรัฐบาลจะมีประกาศห้ามในวันที่ 4-5 ก.พ. ที่คงค้างในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเมื่อสอบถามถึงการส่งออกไปยังประเทศจีน ว่าจะไปได้อย่างไร เพราะมีกฎหมายห้ามส่งออกอยู่ในขณะนั้น แต่ก็ได้รับคำตอบว่าพวกเขาสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ ผมจึงได้พาไปดูสินค้าที่เหลืออยู่ตั้งแต่ก่อนประกาศ เป็นสินค้าควบคุมว่ามีอยู่ 2 แสนกว่าชิ้นที่ไม่สามารถส่งให้ได้ เพราะหลังจากที่มีประกาศดังกล่าวที่มีผลทางกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพราะคนที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้ไม่ยอมมารับสินค้า” นายพันธ์ยศ กล่าว

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า ในตอนทั้ง 3 คนแจ้งว่าจะขอรับหน้ากากอนามัยไว้ทั้งหมด ตอนนั้นตนไม่อยากจะเก็บเอาไว้อยู่แล้ว เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมราคาสินค้า จึงได้ตอบรับคำขอให้ช่วยจัดหาหน้ากากอนามัยให้เพิ่มจากที่มีอยู่จนครบจำนวน 400,000 ชิ้น ในราคา 15.50 บาทต่อชิ้น รวมเป็นจำนวนเงิน 6.2 ล้านบาท ซึ่งราคาหน้ากากอนามัยในขณะนั้นสูงมาก และหาได้ยาก แต่นายธนโชติก็ยืนยันว่าคนจีนที่มาด้วยกันขอร้องให้ช่วยหาให้ได้ในงบประมาณที่กำหนดนี้ ตนจึงได้ประสานกับทีมงานที่รู้จักช่วยกันหาหน้ากากอนามัย โดยให้ทุกคนได้ยินการร้องขอของนายธนโชติไปพร้อมๆ กัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดของข้อมูลที่ได้รับ ปรากฏว่าได้มีทีมงานของนายอธิป (สงวนนามสกุล) บอกว่า สามารถจัดหาได้ แต่เป็นหน้ากากอนามัยแบบ 4 ชั้น นำเข้าจากเวียดนาม เนื่องจากในช่วงนั้น หน้ากากอนามัยภายในไทย ไม่สามารถที่จะหาได้ เพราะถูกคนจีนกว้านซื้อไปหมด โดยรับแจ้งว่าสินค้าอยู่ที่โกดังเก็บสินค้าย่านถนนพระราม 2 มี 200,000 ชิ้น แล้วให้โอนเงินค่าสินค้ามาก่อนทั้งหมด และจะนำสินค้าไป แต่ตนเพิ่งจะรู้จักกับนายอธิป ได้เพียงไม่กี่วัน จึงยังไม่มีความมั่นใจ ตนจึงแนะนำนายธนโชติให้ โอนเงินมัดจำค่าสินค้าไปเพียงบางส่วนให้แก่นายอธิป โดยนายธนโชติ ได้โอนเงิน 1,200,000 บาท เข้าบัญชีของตน เพื่อเป็นการยืนยันการทำงาน

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า ตอนนั้นเป็นเวลาดึกมาก และต้องจ่ายเงินกัน ตนจึงแจ้งนายธนโชติว่า ควรไปดูสินค้าให้เรียบร้อยก่อนว่าถูกต้องตามที่นายอธิปได้แจ้งมาหรือไม่ ถ้าได้สินค้าตามที่รับแจ้งมา ค่อยชำระเงินส่วนที่เหลือ ส่วนค่าประสานงานของตน ตนบอกนายธนโชติให้พิจารณาตามความเหมาะสม เพราะถือว่าเป็นการช่วยเหลือกันเพื่อให้ผ่านปัญหานี้ไปได้เสียก่อน ต่อมาตน และนายอธิปไปจัดหาหน้ากากอนามัยจนครบจำนวนตามที่นายธนโชติระบุ แต่จากนั้นปรากฏว่า ชาวจีนที่มากับนายธนโชติแจ้งผ่านนายธนโชติ ว่า ไม่ขอรับสินค้าทั้งหมด เพราะไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกัน และไม่ทันเวลาที่จะนำสินค้าไปขึ้นเรือ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่ตกลงดำเนินการในคราวนี้ ชาวจีนคนนั้นได้เป็นคนตอบตกลง และโอนเงินเพื่อยืนยันให้ตนดำเนินการ

นายพันธุ์ยศ กล่าวอีกว่า เมื่อนายธนโชติที่พาคนจีนคนนี้มาพบตน และยังได้ทำหน้าที่เป็นล่ามประสานงาน บอกว่าจะขอเงินมัดจำคืนทั้งหมด ตนจึงปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าสินค้าทั้งหมดไม่ได้เป็นของตน และตนก็ได้จ่ายเงิน และค่าคอมมิชชั่นให้กับนายอธิป และทีมงานไปหมดแล้ว ซึ่งตามข้อตกลงที่คุยกันไว้ตั้งแต่ต้นในกรณีนี้คือจะต้องชำระส่วนที่เหลือคือ 4,300,000 บาท จึงจะรับสินค้าทั้งหมดไปได้ คืนวันนั้นตนดำเนินการจนได้ผลสำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นตนไม่สามารถคืนเงินมัดจำได้เนื่องจากเกิดความเสียหาย เพราะจะต้องแบกรับภาระสินค้าส่วนหน้ากากอนามัยทั้งหมด หากไม่ยอมรับ ตนก็จะนำไปบริจาค เพื่อจะได้ไม่เป็นการเอาเปรียบกัน แต่ตกลงกันไม่ได้จึงเกิดการโต้เถียงกัน

นายพันธ์ยศ กล่าวว่า หลังจากนั้นมีบุคคลหลายคน ทราบว่านายธนโชติส่งมาเจรจาและข่มขู่ตนในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นรวมไปถึงนายบอย(นาย ศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรี)ด้วย แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ และไปให้ข่าวกับสังคมว่า ตนเป็นคนหลอกลวงทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจนกระทั่งนายอัจฉริยะ ได้นำเรื่องนี้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนจึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงเพราะที่ผ่านมาตนถูกคุกคามผ่าน Social Media และช่องทางอื่นๆ มาโดยตลอด ซึ่งตนก็ได้เก็บรวบรวมหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่จ้างวานและข่มขู่ตนและครอบครัว

“ผมทราบรายละเอียดภายหลังว่า กลุ่มนี้น่าจะมีความเกี่ยวพันกับการกักตุนหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมาก และมีความสัมพันธ์กันอย่างสนิทสนม กับนายอ. ที่เคยนำชื่อของผมไปแอบอ้างให้เกิดความเสียหายมาก่อนหน้านี้และกลุ่มนี้ยังทำธุรกิจสีเทาหลายอย่าง โดยผมพร้อมไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ล่าสุดหากมีการประสานมารวมทั้งพร้อมส่งข้อมูลเครือข่ายแก๊งหน้ากากผีที่ทำธุรกิจสีเทาผิดกฎหมายหลายเรื่องให้เจ้าหน้าที่จัดการอีกด้วย” นายพันธ์ยศ กล่าว