Thursday, 21 October 2021

“พิธา”เสนอหั่นงบปี65ลงแสนล้าน จี้ลดงบความมั่นคง – โพสต์ทูเดย์ ข่าวการเมือง


“พิธา”เสนอหั่นงบปี65ลงแสนล้าน จี้ลดงบความมั่นคง

วันที่ 18 ส.ค. 2564 เวลา 14:51 น.

หัวหน้าพรรคก้าวไกลเสนอปรับลดงบประมาณปี65ลง 1 แสนล้านบาท ชี้ต้องลดงบที่ไม่ตอบโจทย์การแก้วิกฤตโควิด

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการจัดทำ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ได้ขอสงวนความเห็นปรับลดประมาณรายจ่าย 1 แสนล้านบาท คงเหลือ 3 ล้านล้านบาท และแม้กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ จะมี การปรับลดงบประมาณฯ ลงมา 1.6 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ และไม่ใช่ ทางออกของประเทศ

นายพิธา ได้เสนอทางออกประเทศด้วยการรื้อโครงสร้างรัฐเพื่อศักยภาพการ แข่งขันของประเทศใน 2 ระดับ ประกอบด้วย

1.ระดับจุลภาค ยังสามารถปรับลดงบประมาณได้อีก ซึ่งมี 3 ประเภท คือ

1.1 งบประเภทที่ไม่ตอบโจทย์กับวิกฤตของประเทศที่ประสบปัญหา เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับความมั่นคง แต่ประเทศต้องการความมั่นคงทางสุขภาพ ประชาชนต้องการ วัคซีนมากกว่าอาวุธยุปโธปกรณ์ ที่อยู่ในงบกลาโหม ซึ่งสามารถตัดงบประมาณได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่กรรมธิการวิสามัญงบประมาณฯ ปรับลดได้เพียง 3 พันล้านบาท หรือ เรื่องงบที่เกี่ยวกับความมั่นคง ทั้งเรื่องปืนตำรวจ ปืนมหาดไทย และ Big Data ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตำรวจ กลาโหม

1.2 งบที่เน้นลงทุนในสิ่งก่อสร้างมากกว่าชีวิตคน เช่น งบฯ ก่อสร้างอาคารสำนัก งานจังหวัด บ้านพักข้าราชการ และขยายอาคารสำนักงานจังหวัด ซึ่งมีถึง 1.7 แสน ล้านบาท แต่ปรับลดได้เพียงพันกว่าล้านบาท

1.3 งบประมาณที่มีพิรุธ ราคาสูงกว่าท้องตลาด หรือใบราคาไม่สมบูรณ์

2.ระดับมหภาค ในเรื่องการปรับโครงสร้างจัดระบบรัฐไทยใหม่ โดยแบ่ง 2 ประเภท คือ

2.1 งบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย ไม่ชัดเจน เช่น กระทรวง กลาโหม ที่มีทั้งสำนักปลัดกลาโหมที่มีกรมพระธรรมนูญ และกรมการเงินกลาโหม ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทย มีสำนักงานพระธรรมนูญทหาร และกรมการเงิน ทหาร ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกัน แต่มีการแยกบุคลากรของแต่ละหน่วยงาน หรือกระทรวง คมนาคม ซึ่งมีทั้งกรมท่าอากาศยาน และบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ กรมทางหลวง และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งมีภารกิจคล้ายคลึงกัน ดังนั้นหากมีโอกาสได้ เป็นรัฐบาล จะไปจัดระบบนี้ใหม่ไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน

2.2 ต้องมีปรับงบประมาณเพื่อตอบโจทย์วิสัยทัศน์ใหม่หลังยุคโควิด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้า การลงทุน การพาณิชย์ และเรื่องราคาสินค้าเกษตร ที่มี 3 กระทรวง รับผิดชอบสินค้าเกษตรในแต่ชนิด คือ กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบเรื่องราคาข้าว ปาล์มน้ำมัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบเรื่องราคายาง และกระทรวง อุตสาหกรรม รับผิดชอบเรื่องราคาอ้อย แต่เห็นว่าควรจะบูรณาการให้อยู่ที่เดียวกัน เพื่อให้การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการรีดภาษีจากประชาชน

ด้านน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากวิกฤต เศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แม้จะเก็บรายได้มากเท่าไหร่แต่มีการกู้เต็มเพดานแล้ว ก็ไม่มีงบ ประมาณใช้จ่ายได้เต็มวงเงิน จำเป็นต้องใช้เงินคงคลังส่วนหนึ่งมาใช้ในส่วนที่ยังขาด อยู่

ซึ่งในงบประมาณปี 65 ได้ออกแบบให้กู้เต็มเพดานแล้ว และรายได้ที่คาดว่าจะจัด เก็บได้ 2.4 ล้านล้านบาท จะยังสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งปัญหานี้ส่งผลไปยังงบ ประมาณในปี 66 และ 67 ด้วย ที่อาจจะจัดเก็บรายได้ได้น้อยลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ทุกๆปี ทำให้งบประมาณรายจ่ายแต่ละปีขยายตัวได้ไม่เต็มที่

น.ส.ศิริกัญญา มองว่า งบประมาณปี 65 เป็นช่วงสำคัญที่ต้องมีการปรับโครงสร้างงบประมาณให้สอดคล้องกับวิกฤตในขณะนี้ ด้วยการปรับปรุงค่าใช้จ่ายบุคลากร ให้ลงมาอีก และชะลอการเพิ่มหน่วยงานใหม่ และสำนักงานส่วนภูมิภาคที่ต้องปรับ ลดลง รวมถึงสำนักงานในต่างประเทศและผู้ช่วยทูตต่างๆ

ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจ หน่วยงานส่วนกลางหวงงบประมาณของตัวเองไม่ยอมกระจายภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ทำหน้าที่ตัวเอง รวมถึง รัฐวิสาหกิจบางแห่งไม่ได้ให้บริการสาธารณะที่จำเป็นก็ควรเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กร ได้แล้ว