Thursday, 21 October 2021

ห่วงโควิดเดลต้า ดุหยุดไม่อยู่ทุบเศรษฐกิจโคม่า – โพสต์ทูเดย์ ข่าวการเงิน-หุ้น


ห่วงโควิดเดลต้า ดุหยุดไม่อยู่ทุบเศรษฐกิจโคม่า

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 20:09 น.

แบงก์ชาติ ห่วงโควิดสานพันธุ์เดลต้า ดุหยุดไม่อยู่คุมไม่ได้ ทุบเศรษฐกิจโคม่า คนตกงานเพิ่ม

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. ติดตามประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและยาว ที่เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาล ซึ่งต้องติดตามว่าหลังล็อกดาวน์ รัฐบาลจะมีมาตรการเศรษฐกิจออกมาอีกหรือไม่ และจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ต่อเนื่องหรือไม่

“การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในประเทศไทยนั้น ถือเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญที่อาจจะทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดและการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทำได้ช้าลง ซึ่ง ธปท. ติดตามและประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่านโยบายที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติม” นายเมธี กล่าว

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า จากข้อมูลในวันที่ 22 มิ.ย. 2564 ที่ใช้ทำการประเมิน ทำให้คาดว่าประเทศไทยจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้ภายในต้นไตรมาส 4/2564 โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลักๆ ที่ต้องจับตา คือการกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง จนส่งผลให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น รวมถึงต้องจับตามองแรงกระตุ้นทางการคลัง เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ลดลงจะมีผลต่อแรงกระตุ้นทางการคลังในระยะต่อไป และฐานะทางการเงินของภาคธุรกิจในปัจจุบันอาจจะนำไปสู่การจ้างงานที่จะส่งต่อไปยังฐานะทางการเงินของครัวเรือน ซึ่งก็จะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ข้อมูลตอนที่ใช้ประเมินสถานการณ์นั้น การระบาดสายพันธุ์เดลต้ายังไม่รุนแรงเท่านี้ จำนวนผู้ติดเชื้อยังไม่สูงขนาดนี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนไป ธปท. กำลังเร่งประเมินภาพใหม่ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าแนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะเติบโตเป็นบวกหรือลบ จากปัจจุบันคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 1.8% โดยคงต้องไปดูปัจจัยลบเรื่องความไม่แน่นอนของการระบาด สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ ยอมรับว่า ณ วันนี้ข้อมูลต่าง ๆ ยังส่งผลกระทบต่อจีดีพีในความเสี่ยงด้านต่ำอยู่” นางสาวชญาวดี กล่าว

นางสาวชญาวดี กล่าวว่า โจทย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน คือ การจัดหาและกระจายวัคซีนที่เหมาะสมให้เพียงพอและทันการณ์ โดยเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลงจากเดิมตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการกลายพันธุ์ของไวรัสที่อาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง ทำให้การระบาดรุนแรงขึ้น และการระบาดในระลอกล่าสุดนี้ ได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงมีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลงเหลือ 7 แสนคน จากเดิม 3 ล้านคน และปีหน้าเหลือ 10 ล้านคน จากเดิมที่ 21.5 ล้านคน

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2564 พบว่า ภาคบริการและการลงทุนมีการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนติด เป็นตัวสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากการระบาดในระลอกที่ 3 ขณะที่การส่งออกและการผลิตยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเมื่อมองไปข้างหน้ายังมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลัก ๆ มาจากความเปราะบางของภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ยังฟื้นตัวไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ที่การฟื้นตัวของตลาดแรงงานมีแนวโน้มช้ากว่าในอดีต และคาดว่าจะมีลักษณะเป็น W-Shaped ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานระยะยาวเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ตรงนี้อาจทำให้ในระยะต่อไปเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น กลุ่มนี้จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ช้าจากการสูญเสียทักษะและอาจทำให้ตลาดแรงงานกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจได้

“ตลาดแรงงานมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งอาจก่อให้เกิด scarring effects ที่แก้ไขได้ยาก หากไม่ดูแลทันท่วงที โดยผู้ประกอบอาชีพอิสระยังมีความกังวลมากและต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงการระบาดของระลอกที่ 3 ซึ่งมีการประเมินระดับรายได้ของกลุ่มแรงงาน พบว่า แรงงานในภาคการค้ามีรายได้ลดลง และเริ่มเห็นการปลดพนักงาน ส่วนภาคบริการรายได้ปรับลดลงชัดเจน มีการลดวันทำงาน ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของครัวเรือนที่เดิมเปราะบางอยู่แล้ว” นางสาวชญาวดี กล่าว

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า 6 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก ดังนั้นทุกส่วนต้องเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการด้านแรงงาน เพื่อรักษาการจ้างงานและพยุงรายได้กลุ่มเปราะบาง มาตรการด้านการคลัง ผ่านการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจก็ยังจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่ยังควบคุมการระบาดไม่ได้ ส่วนมาตรการด้านการเงิน ได้เร่งดำเนินการผ่านมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู ที่ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้ว 6.68 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.19 หมื่นราย โดยวงเงินอนุมัติเฉลี่ย อยู่ที่ 3.1 ล้านบาทต่อราย และมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ รวมถึงมาตรการของสถาบันการเงินของรัฐ อาทิ สินเชื่ออิ่มใจ สินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 ของธนาคารออมสิน เป็นต้น