Thursday, 21 October 2021

เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่สิบแปด): “สามขี้เมาคุยการเมือง” – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเมือง


เปรียบเทียบการปฏิรูปการเมืองการปกครองญี่ปุ่น-ไทย (ตอนที่สิบแปด): “สามขี้เมาคุยการเมือง”

วันที่ 05 ก.ค. 2564 เวลา 11:19 น.

โดย…ไชยันต์ ไชยพร        

********************

นวนิยาย “สามขี้เมาคุยการเมือง” หรือ A Discourse by Three Drunkards on Government เป็นผลงานของนากาเอะ โชมิน ส.ส. พรรคเสรีนิยมของญี่ปุ่นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน  นวนิยายเรื่องนี้มีดีถึงขนาดองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในวรรณกรรมยิ่งใหญ่ของโลก

ตัวละครขี้เมาสามคนในเรื่องคือ อาจารย์นันไคที่รักในการดื่มสุราและคุยเรื่องการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ และแขกแปลกหน้าสองคนที่มาหาอาจารย์ที่บ้านเพื่อหวังจะได้มีบทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของญี่ปุ่น อาจารย์นันไคไม่รู้จักสองคนนี่มาก่อน และก็ไม่สนใจที่จะถามชื่อเสียงเรียงนาม แต่กลับตั้งชื่อให้เองเลย คนแรกถูกตั้งชื่อว่า “สุภาพบุรุษ (ตะวันตก)” เพราะเขาเป็นคนญี่ปุ่นที่แต่งตัวตามแบบฝรั่ง ส่วนอีกคนหนึ่งได้ชื่อว่า “นักสู้” เพราะแต่งชุดฮะกะมะตามประเพณีของญี่ปุ่นและออกแนวบู๊แบบซามูไร

คราวที่แล้ว “สุภาพบุรุษ” ได้เปิดฉากการสนทนาโดยวิพากษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และชื่นชมระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญเสรีนิยมประชาธิปไตย  เนื้อหาที่เขากล่าวออกมานั้นแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจในหลักเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นอย่างดี และเขาได้ตบหน้าชาติตะวันตกอย่างแรงจากการวิจารณ์ว่า ชาติตะวันตกที่อวดอ้างว่าเป็นเสรีประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติกลับย้อนแย้งในตัวเอง เพราะถ้าเป็นเสรีประชาธิปไตยจริงๆแล้ว ควรยกเลิกการมีกองทัพ และเปลี่ยนการรบให้เป็นการค้า  แต่ชาติตะวันตกกลับรบราฆ่าฟันกันเอง แถมยังมารุกรานประเทศในเอเชียอีกด้วย 

“สุภาพบุรุษ” เสนอว่า ญี่ปุ่นควรต้องรีบเปลี่ยนแปลงให้เป็นเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง และยกเลิกกองกำลัง หันมาทำการค้าการอุตสาหกรรม และหากชาติตะวันตกมารุกราน ญี่ปุ่นก็ไม่ควรจะต้องไปจับอาวุธสู้ แต่ควรต้อนรับชาติตะวันตกอย่างสุภาพ  หากพวกตะวันตกใช้กำลัง แต่ญี่ปุ่นไม่สู้ซะอย่าง ชาติตะวันตกก็ไม่ต่างจากแกว่งดาบในอากาศธาตุ  ไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้น      

——————

ฟังมาแค่นี้ ท่านผู้อ่านน่าจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มนะครับ กลุ่มแรกคงเห็นว่า ความคิดทางการเมืองของ “สุภาพบุรุษ” นั้นฟังดูดี แต่ช่างอุดมคติเหลือเกินเหมือนเดินเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คงจะชื่นชมและตาม “สุภาพบุรุษ” เข้าไปเดินเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์ด้วย

ก่อนจะตัดสินอะไร เราควรต้องฟังแกสาธยายต่อ    

————————-

“สุภาพบุรุษ” กล่าวต่อไปว่า การที่ประเทศเล็กๆและไม่มีอำนาจ (ญี่ปุ่นขณะนั้น) ใช้กำลังต่อกรกับมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ มันก็จะไม่ต่างจากการปาไข่ไปบนหิน ไข่มันต้องแตก แต่หินมันไม่มีทางเป็นอะไรได้เลย และจากการที่คู่ต่อสู้ (ชาติตะวันตก) มีความทระนงอย่างยิ่งในอารยธรรมของตน พวกเขาจึงไม่น่าจะไร้ซึ่งหลักศีลธรรมที่เป็นแก่นแกนของอารยธรรมของพวกเขาเอง ทำไมชาติเล็กๆอย่างเราไม่ใช้หลักศีลธรรมเป็นอาวุธ  โดยหลักศีลธรรมที่ว่านี้เป็นสิ่งที่คู่ต่อสู้ของเราคาดหวังที่จะเป็น แต่ไม่สามารถทำได้?

ถ้าเราเอาหลักเสรีภาพต่างกองทัพ เอาความเสมอภาคต่างป้อมปราการ เอาภราดรภาพต่างดาบและปืนใหญ่ ใครในโลกจะกล้าโจมตีเรา ?   กลับกัน ถ้าเราจะอิงอยู่แต่เฉพาะป้อมปราการ ดาบ ปืนใหญ่ กองกำลังทหาร ที่ศัตรูของเราเราก็ใช้ และผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ คนที่แข็งแรงมีแสนยานุภาพมากกว่าก็จะชนะ มันเป็นตรรกะทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีใครจะเถียงได้

แล้วทำไมเราจึงจะไม่ยอมรับการใช้เหตุผลที่มันชัดเจนแจ่มแจ้งในตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าศัตรูของเราใช้กำลังรุกรานและยึดครองประเทศของเรา แผ่นดินนี้จะต้องแบ่งกัน เพราะทั้งเขาและเราก็ต่างยีงมีชีวิตอยู่  มันจะมีความขัดแย้งแบบไหนเกิดขึ้น ? สมมุติว่า พวกเขายึดเอาไร่นาหรือบ้านของพวกเราไป หรือกดขี่ขูดรีดด้วยการเก็บภาษีอย่างหนักจากเรา คนที่มีปัญญาจ่ายก็ทนได้ แต่คนที่ไม่มีก็จะหาวิธีการตอบโต้ เพราะวันนี้ เราอาศัยอยู่ในประเทศ A และเราก็เป็นคนสัญชาติประเทศ A อย่างไรก็ตาม ถ้าพรุ่งนี้ เราอาศัยอยู่ในประเทศ B และเราก็จะเป็นคนสัญชาติประเทศ B  มันไม่มีอะไรซับซ้อน ตราบเท่าที่โลกยังอยู่ และโลกยังไม่ใช่บ้านสำหรับมนุษยชาติ ไม่ใช่ว่าทุกๆประเทศในโลกเป็นบ้านของเราหรือ ?

———————– 

คำกล่าวของคุณสุภาพบุรุษที่ว่า “วันนี้ เราอยู่ประเทศ A เราก็มีสัญชาติ A  แต่หากพรุ่งนี้ เราอยู่ประเทศ B เราก็เป็นคนสัญชาติ B”  เขาต้องการสื่อว่า เรื่องประเทศชาติ หรือสัญชาตินั้นเป็นสิ่งสมมุติ อย่าไปยึดติดมาก ชาติและสัญชาติไม่สำคัญเท่ากับเสรีภาพและความเสมอภาคที่มนุษย์มีโดยธรรมชาติ และเมื่อมนุษย์ทุกคนมี ทุกคนจึงมีสายสัมพันธ์ร่วมกันหรือมีภราดรภาพนั่นเอง และจริงๆแล้ว โลกทั้งใบนี้น่าจะเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองสำหรับมนุษย์ทุกคน  โดยไม่ต้องมีการแบ่งแยกเป็นประเทศเป็นชาติ และนิยมชาติหรือชาตินิยม  

———- 

สุภาพบุรุษกล่าวต่อไปว่า จริงๆแล้ว ศัตรูของเราไม่มีความสุภาพอ่อนน้อม แต่เรามี  พวกเขาขัดแย้งกับหลักเหตุผล แต่เรายืนหยัดด้วยหลักเหตุผล สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าอารยธรรม ก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความป่าเถื่อน แต่สิ่งที่พวกเขาเรียกเราว่าป่าเถื่อน จริงๆแล้วมันคือแก่นแท้แห่งอารยธรรม หากพวกเขาโกรธและใช้ความรุนแรงตามอำเภอใจ พวกเขาจะทำอะไรได้ ถ้าเรายิ้มและยึดมั่นใน “วิถีแห่งความเป็นมนุษย์” 

เพลโต เม่งจื่อ สเปนเซอร์ (Herbert Spencer นักทฤษฎีวิวัฒนาการ) มาลบรานฌ์ (Nicolas Malebranche นักปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับการใช้เหตุผล) อริสโตเติลหรือวิคเตอร์ ฮูโก้จะมองเราอย่างไร ? และทั้งโลกที่กำลังเฝ้าเราดูอยู่จะว่าอย่างไร ? เราไม่ควรต้องสนใจว่าปรากฎการณ์แบบนี้จะเคยหรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนการเกิดน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่  แต่มันดูประหลาดมาก ที่ไม่มีใครเคยลองทำมาตั้งแต่ครั้งนั้น  ทำไมเราไม่เริ่มทำให้เป็นตัวอย่าง ? สรุปคือ ความคิดในการทำสงครามเพื่อปกป้องชาติคือความโง่เขลาอย่างถึงที่สุด !

ยังไม่ทันที่ “สุภาพบุรุษ” จะพูดจบ “นักสู้” ก็ได้กล่าวขึ้นมาว่า ท่านเสียสติไปแล้วหรือ ? ท่านบ้าไปแล้ว  มันวิปลาสมากที่ประเทศที่ประกอบไปด้วยคนที่แข็งแรงนับล้านๆเลือกที่จะไม่ลุกขึ้นสู่ เลือกที่จะไม่ชักดาบออกจากฝักหรือไม่ยิงแม้แต่กระสุนนัดเดียว แต่กลับปล่อยให้ผู้รุกรานปล้นประเทศของเรา ดีที่ข้าฯยังไม่บ้า อาจารย์นันไคก็ไม่บ้า และพี่น้องร่วมชาติเราก็ไม่บ้า เป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านได้กล่าวไป

แต่ก่อนที่ “นักสู้” จะพูดต่อไป อาจารย์นันไคก็ยิ้มและขัดขึ้นมาว่า เดี๋ยวก่อน รอแป๊บหนึ่ง ท่านนักสู้ ขอให้ ‘คุณสุภาพบุรุษ’ พูดให้เสร็จก่อนเถิด ‘นักสู้’ ยิ้มเช่นเดียวกันและน้อมรับคำขอของอาจารย์นันไค คุณสุภาพบุรุษจึงได้กล่าวต่อไปว่า อันที่จริง บรรดาผู้คิดว่าตัวเองเป็นนักการเมืองนั้น แท้จริงแล้ว พวกเขาคือ นักนักบวชที่รับใช้เทพเจ้าแห่งการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเขาไม่ควรเพียงแต่ให้ความสนใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ควรต้องคิดให้ดีถึงอนาคต  นั่นคือ เทพเจ้าแห่งวิวัฒนาการชอบที่ก้าวไปข้างหน้ามากกว่าจะถอยหลัง และถ้าเส้นทางการไปสู่อนาคตมันราบรื่น สดใส มันก็ดี ต่แม้นว่า มันจะเต็มไปด้วยอุปสรรคแสนยากแค้นเพียงไร แต่เทพเจ้าแห่งวิวัฒนาการก็ย่อมไม่ท้อถอย พระองค์ไม่สะทกสะท้าน และจะปลุกเร้าตัวเองให้ก้าวต่อไปข้างหน้า และต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามทั้งหลาย พระองค์จะไม่วิตกกลัวเกรงเมื่อบรรดาคนผู้ไร้เหตุผลจะต่อสู้ห้ำหั่นกันเอง อันทำให้เกิดภาพแห่งความโกลาหลของการปฏิวัตินองเลือด  เพราะพระองค์เห็นว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นสาเหตุตามธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ดังนั้น บรรดานักการเมืองที่ประดุจได้ดั่งนักบวชที่อุทิศตัวเองให้เทพเจ้าก็จะยืนหยัดที่จะต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามและกำจัดสาเหตุใดๆที่ขัดต่อพระประสงค์ของเทพเจ้า และนี่คือหน้าที่อันสำคัญยิ่งของนักบวชแห่งการวิวัฒนาการ ระบบอะไรเล่าที่ขัดขวางหลักการแห่งความเสมอภาค ?  และระบบอะไรที่ขัดขวางและทำลายหลักการอันยิ่งใหญ่แห่งเสรีภาพ ?

ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เป็นรัฐบาลในสมัยพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งของอังกฤษหรือพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ของฝรั่งเศสเปิดตาเปิดใจตัวเอง และถ้าพวกเขาสามารถรับรู้แนวโน้มแห่งกาลเวลาได้อย่างรวดเร็ว คาดการณ์ถึงอนาคตของประวัติศาสตร์ และมีปัญญาที่จะแผ้วทางให้เทพเจ้าแห่งวิวัฒนาการ พวกเขาก็จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดกลียุคได้ (กลียุคที่ว่านี้ คือ สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งและฝ่ายรัฐสภาในอังกฤษระหว่าง ค.ศ. 1642-1649  ที่ลงเอยด้วยการพ่ายแพ้ของฝ่ายกษัตริย์และพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งถูกพิพากษาสำเร็จโทษด้วยการบั่นพระเศียร —  ส่วนในกรณีของฝรั่งเศส ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหก ได้เกิดการปฏิวัติที่ตามมาด้วยยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว และพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกถูกพิพากษาสำเร็จโทษบั่นพระเศียรด้วยเครื่องกิโยติน)                                                                                          

         ชาร์ลสที่หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม อังกฤษไม่เคยมีตัวแบบให้เรียนรู้มาก่อนหน้านั้น อังกฤษเป็นชาติแรกที่จะต้องผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย และด้วยเหตุนี้ จึงสมควรที่จะได้รับความเห็นใจในความล้มเหลวของรัฐบุรุษอังกฤษในการที่จะหามาตรการจำเป็นที่จะทำให้ไม่เกิดความหายนะ อังกฤษสมควรได้รับความเห็นใจในความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ตรงกันข้าม ฝรั่งเศสไม่สามารถมีข้อแก้ตัวได้ เพราะฝรั่งเศสได้รับรู้ความหายนะอันน่าสะพรึงกลัวของอังกฤษที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นเวลานานนับศตวรรษ แต่ฝรั่งเศสก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยจากประสบการณ์ของอังกฤษ แต่กลับยังมีจิตใจคับแคบ และนโยบายต่างๆที่ออกมาก็เป็นนโยบายที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สูญเปล่า ในขณะที่อาการของกลียุคมันปรากฎให้เห็นชัดๆ  แต่ฝรั่งเศสก็กลับกลบเกลื่อนความเจ็บไข้ของตนและไม่พยายามที่จะหานายแพทย์ที่เชี่ยวชาญ การลังเลทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนคนธรรมดา และการกระทำและคำพูดที่ยั่วยุก็ได้ไปปลุกอารมณ์ความไม่พอใจของผู้คน  ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดความหายนะอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เลือดท่วมแผ่นดิน ประเทศทั้งประเทศได้กลายเป็นโรงฆ่าสัตย์  จะโทษใครเล่า ? เทพเจ้าแห่งวิวัฒนาการ ? หรือนักบวชแห่งศาสนาแห่งวิวัฒนาการ ?

      หลุยส์ที่สิบหก

เมื่อตอนที่พระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่เป็นกษัตริย์หรือในช่วงต้นรัชสมัยของหลุยส์ที่สิบห้า  ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสามารถที่จะมองไปในอนาคตข้างหน้าได้ไกลๆหลายทศวรรษหรือศตวรรษและพากันร่วมไม้ร่วมมือในการค่อยๆขจัดประเพณีอันเลวร้ายที่สืบเนื่องมายาวนาน และแทนที่ด้วยโครงการใหม่ๆที่ดี ฝรั่งเศสน่าก็จะต้องการเพียงแค่การก้าวไปเพียงทีละก้าวในการรับประชาธิปไตยและความเสมอภาคในช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ (โดยไม่ต้องมีการปฏิวัติที่เป็นการก้าวกระโดดและเกิดความรุนแรงและเสียหายมากมาย)

พระองค์ก็จะไปรัฐสภาด้วยอาการที่สุขุมสงบนิ่ง ถอดมงกุฎและพระแสงดาบของพระองค์ และต้อนรับโรเบสปิแอร์และคนอื่นๆด้วยรอยยิ้มบนพระพักตร์อันสงบสุขุมและกล่าวว่า “ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย มีภารกิจตรงหน้าของพวกเรา ข้าพเจ้าได้กลายเป็นสามัญชนและจะทำเพื่อประเทศของเรา” จากนั้นพระองคและพระบรมวงศานุวงศ์จะทรงเลือกที่ที่อุดมสมบูรณ์และสวยงาม ซื้อที่ดินแปลงใหญ่เพื่อทำการเกษตรและมีชีวิตที่พอสุขสบาย และพระองค์จะทรงสามารถทำให้คนรุ่นหลังจดจำพระองค์ในฐานะกษัตริย์ที่สละอำนาจอย่างงดงามและมีเกียรติศักดิ์ศรี

นวนิยายเรื่องนี้ปรากฏสู่สายตาคนญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2430 ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญสองปี และก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งแรกสามปี

จะเห็นได้ว่า ความคิดทางการเมืองของ “สุภาพบุรุษ” เป็นแนวคิดที่เชื่อในกฎวิวัฒนาการ ที่เห็นว่า อย่างไรเสีย โลกมนุษย์ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่ความก้าวหน้าของมนุษยชาติ  เสรีภาพและความเสมอภาคคือเป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลง  ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สามารถยืนหยัดฝืนกฎวิวัฒนาการได้ การเมืองการปกครองของทุกประเทศย่อมจะต้องก้าวไปสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ผู้คนมีเสรีภาพและความเสมอภาค

ดังนั้น ถ้าตระหนักรู้และเข้าใจในกฎวิวัฒนาการนี้ แทนที่จะฝืนรอให้สถานการณ์สุกงอมจนเกินไป  ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ก็จะรู้จักที่จะปรับเปลี่ยนพาตัวเองและสังคมก้าวไปสู่การเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตยเสียแต่เนิ่นๆและอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการเปลี่ยนแปลงอย่างฉบับพลันที่เกิดจากการใช้กำลังความรุนแรงก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น  บทเรียนมีมาแล้วในอดีต เราไม่จำต้องให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น