Saturday, 23 October 2021

เปิดชีวิตพลิกผันของเจ้าหญิงพม่า อดีตภรรยานายพล เน วิน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก

22 Sep 2021
28


เปิดชีวิตพลิกผันของเจ้าหญิงพม่า อดีตภรรยานายพล เน วิน

วันที่ 22 ก.ย. 2564 เวลา 18:40 น.

เปิดชีวิตเจ้าหญิงพม่าผู้เลอโฉมกับโชคชะตาที่ผกผัน จากเจ้าหญิงสู่สามัญชนสู่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของนายพล เน วิน สู่สามัญชนอีกครั้ง

 

จูน โรส เบลลามี ในฐานะเจ้าหญิงเธอเป็นที่รู้จักในชื่อ ยะดะหน่า นะ เม ที่แปลว่าเทพีแห่งนพรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 1932 ที่เมืองเมเมียวทางตอนกลางของพม่า ในสมัยที่พม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษและอังกฤษยกเลิกระบบกษัตริย์ของพม่า

บิดาของเธอคือ เฮอร์เบิร์ต เบลลามี นักสะสมกล้วยไม้ชาวออสเตรเลียที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในพม่า ส่วนมารดาคือ เจ้าหญิงไทติน มะ ละ พระธิดาในเจ้าชายลินปินที่ลี้ภัยหลังจากพระเจ้าสีป่อ หรือพระเจ้าธีบอขึ้นครองราชบัลลังก์

เจ้าชายลินปินคือพระโอรสในเจ้าชายกะนองมินตา พระราชอนุชาของพระเจ้ามินดง กษัตริย์พระองค์ที่ 10 แห่งราชวงศ์อลองพญา เจ้าชายกะนองมินตาเป็นรัชทายาทโดยชอบธรรมของราชบังลังก์และเป็นเจ้าชายที่มีปรีชาสามารถมาก ทรงพยายามทำให้พม่าทันสมัยขึ้นด้วยการส่งนักเรียนไปเรียนในประเทศตะวันตกและก่อตั้งอุตสาหกรรมอาวุธ และปฏิรูปหลายอย่าง เช่น รวมการบริหารเข้าสู่ศูนย์กลาง แนะนำระบบเงินเดือนกับข้าราชการเพื่อลดอำนาจของข้าราชการ เป็นต้น

ภาพ: wikipedia เจ้าชายกะนองมินตา

เจ้าชายกะนองมินตาถูกปลงพระชนม์หลังจากที่หนึ่งในพระโอรสของพระเจ้ามินดงก่อกบฏในปี 1866 ต่อมาหลังจากพระเจ้ามินดงสวรรคตในปี 1878 เจ้าชายธีบอขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดา และในเดือน พ.ย. 1885 พระเจ้าธีบอยอมจำนนต่ออังกฤษหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 3 จากนั้นพระเจ้าธีบอถูกส่งตัวไปลี้ภัยที่อินเดีย

เจ้าชายกะนองมินตาถือเป็นไอดอลสำหรับชาวเมียนมา จนถึงทุกวันนี้ชาวเมียนมาหลายคนยังเชื่อว่าหากเจ้าชายกะนองมินตาไม่ถูกปลงพระชนม์และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พม่า เมียนมาอาจไม่แย่เหมือนทุกวันนี้

ย้อนกลับมาที่ จูน โรส เบลลามี เธอเป็นหลานสาวของเจ้าชายลินปินและเหลนของเจ้าชายกะนองมินตาแห่งราชวงศ์อะลองพญา หรือราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์สุดท้ายของพม่า

จูน โรส เบลลามีพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ พม่า อังกฤษ และฮินดี ตอนที่ญี่ปุ่นโจมตีย่างกุ้งในปี 1941 ซึ่งขณะนั้นเธออายุเพียง 9 ขวบ ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่อินเดียนาน 5 ปี ก่อนจะย้ายกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้งตอนที่เธออายุ 14 ปี

จูน โรส เบลลามีมีหน้าตางดงามในแบบสาวลูกครึ่ง เธอแต่งงานกับ มาริโอ ลูเซีย โพสติญโญเน ชาวอิตาลีที่ทำงานในองค์การอนามัยโลกในปี 1954 ต่อมาจูน โรส เบลลามีต้องย้ายตามสามีที่ไปปฏิบัติงานที่ฟิลิปปินส์ โดยเธอทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวที่นั่น ทั้งคู่หย่ากันในปี 1963 หลังมีลูกชายด้วยกัน 2 คน

ต่อมา จูน โรส เบลลามี ย้ายไปใช้ชีวิตที่เมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีกับลูกชาย จนกระทั่งปี 1963 โชคชะตานำพาให้เธอพบกับนายพล เน วิน ที่ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและขึ้นเป็นผู้นำทหารเมื่อปี 1962

นายพล เน วิน ซึ่งเคยเป็นเพื่อนกับครอบครัวเบลลามีตั้งแต่ จูน โรส เบลลามี ยังเด็กๆ พยายามโน้มน้าวให้เธอกลับพม่าหลายต่อหลายครั้งแต่เธอไม่อยากจากอิตาลี จนกระทั่งนายพล เน วิน เดินทางไปอิตาลีอีกครั้ง เขาจึงขอเธอแต่งงาน

ภาพ: Myanmar Historical Archive หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมียนมารายงานข่าวการแต่งงานของนายพล เน วิน กับจูน โรส เบลลามี

จูน โรส เบลลามีแต่งงานเป็นภรรยาคนที่ 4 ของนายพล เน วิน และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของพม่าในปี 1976 ทว่าชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นและต้องหย่ากันหลังผ่านไปเพียง 5 เดือนเท่านั้น

จูน โรส เบลลามีซึ่งสนิทชิดใกล้กับขิ่นเมตาน ภรรยาของนายพล เน วิน ตัดสินใจแยกทางกับสามีหลังจากเขาขว้างที่เขี่ยบุหรี่ใส่เธอ และกล่าวหาว่าเธอเป็นสายลับของ CIA

เธอเผยกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่า การตัดสินใจแต่งงานของเธอ “เป็นบาปของความทะนงตน” เธอเชื่อว่าการปรากฏตัวของเธอในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอาจส่งผลดีต่อพม่าและได้ช่วยเหลือชาวบ้าน (นี่เป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจรับคำขอแต่งงานของนายพล เน วิน) ส่วนนายพล เน วิน ก็คิดว่าสายสัมพันธ์กับสมาชิกราชวงศ์พม่าจะเป็นการพีอาร์ที่ดี

ภาพ: Facebook/Between two worlds

เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด จูน โรส เบลลามี ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลีอีกครั้ง เลี้ยงชีพด้วยการเป็นครูสอนทำอาหารและทำงานการกุศลผ่านหมอที่ย่างกุ้งเพื่อช่วยให้นักศึกษาเมียนมาได้เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2020 ในวัย 88 ปี

ภาพ: Myanmar Historical Archive เจ้าหญิงไทติน มะ ละ และเจ้าหญิงยะดะหน่า นะ เม หรือจูน โรส เบลลามี

ย้อนกลับมาที่เจ้าหญิงไทติน มะ ละ มารดาของจูน โรส เบลลามี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความงามไม่แพ้ลูกสาวเพียงคนเดียว เจ้าหญิงเป็นพระธิดาองค์ที่ 2 ของเจ้าชายลินปิน และพระสนมขิ่นเมเจ้าหญิงแห่งลินปิน

เมาริซ คอลลิส ผู้พิพากษาของอาณานิคมและนักเขียนเล่าถึงเจ้าหญิงไทติน มะ ละไว้ในหนังสือ “Trials in Burma” ในปี 1938 ว่า “เธอนั่งบนโซฟา ผู้หญิงสวยสวมกระโปรงผ้าไหมสีฟ้าและเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีขาว ผิวสีเหลืองเหมือนเมล็ดข้าวโพด ตาเธอโตและเป็นประกายแวววาว และมือที่อ่อนช้อย”

มกุฎราชกุมารวิลเลมของเยอรมนี มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายของจักรวรรดิเยอรมัน บรรยายความงามของเจ้าหญิงไทติน มะ ละหลังได้พบเธอที่ Allahabad Club ระหว่างเดินทางทัวร์ตะวันออกไกลไว้ว่า “ผู้หญิงที่โดดเด่น”

ก่อนแต่งงานกับพ่อของจูน โรส เบลลามี เจ้าหญิงไทติน มะ ละ เกือบจะได้เป็นพระราชานีของสิกขิมของอินเดีย เจ้าหญิงชอบพอกับเจ้าชายสิดคอง ตุลกู นัมเกล พระโอรสของกษัตริย์สิกขิม และเตรียมจะเข้าพิธีแต่งงานกันในปี 1913 แต่ต้องเลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากสุขภาพของพระบิดาของเจ้าชายไม่ค่อยดี

เจ้าชายสิดคอง ตุลกู นัมเกลขึ้นป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในปี 1914 หลังจากพระบิดาสวรรคต และมีกำหนดเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงไทติน มะ ละในวันที่ 10 ก.พ. 1915 ทว่าในเดือน ธ.ค. 1914 กษัตริย์สิดคองถูกพบสวรรคตอยู่ในห้องบรรทมซึ่งคาดว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวขณะพระชมมายุ 35 พรรษา ทว่าอังกฤษมองว่าการสวรรคตนี้มีเงื่อนงำ