Thursday, 21 October 2021

เปิดเบื้องหลังแรงบันดาลใจ กว่าจะเป็น EXTRAORDINARY LIGHTS จิวเวลรี่ชั้นสูงล่าสุด จาก Piaget


EXTRAORDINARY LIGHTS อัศจรรย์แห่งแสงครั้งใหม่ เปิดเบื้องหลังแรงบันดาลใจ กว่าจะเป็นจิวเวลรี่ชั้นสูง

ย่างเข้าสู่อัศจรรย์แห่งแสงครั้งใหม่ พร้อมมุ่งหน้าสู่ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความงามที่ยากจะคาดเดา กับเหล่าอัญมณีชั้นเลิศที่เมซงหยิบมาร้อยเรียงจนเกิดเป็นสุดยอดงานศิลป์ที่ยากจะเลียนแบบ โดยคาแร็กเตอร์หลักของงานดีไซน์คอลเลคชั่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากปรากฎการณ์ที่ชวนหลงใหล ไม่ว่าจะเป็น ภาพแสงไฟสีเหลืองทองจากโคมที่ลอยละล่องในช่วงเทศกาล, ปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ แสงออโรร่าที่พลิ้วไหวพาดผ่านท้องฟ้าได้อย่างสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจ หรือแม้แต่การบอกลาด้วยฉากหลังอันน่าจดจำของทะเลดาวที่ระยับระยิบเกลื่อนฟากฟ้า และนี่คือคอลเลคชั่นจิวเวลรี่ชั้นสูงจาก เพียเจต์ (Piaget) ที่เผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ระหว่าง Paris Couture Week ภายใต้ชื่อ EXTRAORDINARY LIGHTS เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ร่วมกันของเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้

Chapter 1 – FESTIVE LIGHTS

สัญญาณแห่งการเฉลิมฉลองกำลังเริ่มต้นในอีกไม่ช้า เมื่อแสงแดดที่สร้างความอบอุ่นระหว่างวันค่อย ๆ จางหาย ขณะที่ท้องฟ้ายามเย็นเริ่มนับถอยหลังสู่ห้วงรัตติกาล ก่อนถูกแทนที่ด้วยความสว่างไสวชั่วพริบตาด้วยแสงไฟสีเหลืองทองจากโคมที่ลอยละล่องอย่างอิสระ เฉกเช่นความรู้สึกอิ่มเอมของเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ที่ได้มาแบ่งปันและส่งมอบความสุขในค่ำคืนนี้ และนี่คือช่วงเวลาอันแสนวิเศษ ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นชิ้นงานใหม่ภายใต้ธีม FESTIVE LIGHTS ที่มีไฮไลต์สำคัญ อาทิ

The Blissful Lights Set

โมเมนต์ขณะแสงไฟสีเหลืองทองจากโคมค่อย ๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า คือภาพความประทับใจที่เมซงหยิบมาถ่ายทอดลงบนชิ้นงานเซ็ตนี้ โดยเน้นการรังสรรค์ผ่านประกายงามของเพชรสีขาวและสีเหลืองเป็นหลัก

เป็นที่รู้กันว่า การเสาะแสวงหาเพชรสีที่มีความเข้มอยู่ในเฉด ‘fancy intense’ เป็นเรื่องที่ยากมาก โดยเฉพาะการเจาะจงคุณภาพระดับสูง อย่าง เม็ดขนาดใหญ่ บริสุทธิ์สูง และไม่มีการเรืองแสงเลย อาจใช้เวลาเป็นปี ๆ ในการเสาะหา อย่างเพชรสีเหลืองเฉด fancy intense เจียระไนแบบเหลี่ยมที่เรียกว่า radiant-cut น้ำหนัก 10.12 กะรัต ที่ประดับบนสร้อยจิวเวลรี่ชุด Blissful Lights นี้ เป็นเครื่องสะท้อนคำนิยามว่า “เพอร์เฟกต์” ได้อย่างดี ทั้งในแง่คุณสมบัติ หรือแม้แต่ความประณีตในการเจียระไน นอกจากนี้เพื่อให้ประกายของเพชรเจิดจรัสมากขึ้นไปอีก เมซงยังเสริมด้วยเพชรเหลี่ยมเกสรและเพชรเหลี่ยม emerald cut อีกด้วย

· มากกว่า 1 ปี นับตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์และออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงโดยเหล่าช่างฝีมือจาก “Atelier de l’Extraordinaire”

· ใช้เวลาสร้างสรรค์นาน 280 ชั่วโมง

· จี้เพชรออกแบบให้สามารถถอดและปรับดีไซน์เป็นแหวนได้อย่างง่ายดาย โดยยึดกับอุปกรณ์เฉพาะด้วยเทคนิคพิเศษ

· หล่อหลอมปรัชญาของ Valentin Piaget ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งในแง่เทคนิคที่ล้ำสมัย และสอดแทรกความคิดสร้างสรรค์ไว้ในทุกชิ้นงาน

· ขึ้นชื่อเรื่องหายากอยู่แล้ว แต่เมซงสามารถตามหาเพชรสีเหลืองเจียระไนแบบเหลี่ยม radiant-cut เฉดสีเดียวกับสร้อย มาประดับบนตุ้มหูและแหวนได้สำเร็จ การันตีว่าผู้ครอบครอง The Blissful Lights Set ชุดนี้เฉิดฉายในลุคไม่ซ้ำใครแน่นอน

· แหวน Blissful Lights ยังซุกซ่อนงานศิลป์แบบโอเพ่นเวิร์คไว้อีกด้วย เทคนิคนี้ช่วยให้เพชรเปล่งประกายได้อย่างไร้ที่ติ

The Blazing Night Set

ภาพเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงในโคมไฟสีแดงสไตล์ย้อนยุค ขณะถูกปล่อยขึ้นเหนือท้องฟ้าอันมืดมิด คือแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับเซ็ตนี้

· สร้อย Blazing Night โดดเด่นด้วยทับทิม 12 เม็ดงาม จากแหล่งคุณภาพอย่าง โมซัมบิก และ ไทย เรียงร้อยเป็นรูปดาวกระจาย โดยเมซงเลือกใช้ทับทิมทรงลูกแพร์เพื่อสื่อถึงส่วนโค้งเว้าที่สง่างามของโคมไฟ ขณะที่เฉดสีแดงสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกหลงใหลของฝูงชนเมื่อยามดื่มด่ำโคมไฟอยู่เบื้องล่าง ซึ่งขั้นตอนการประดับทั้งตัวเรือนใช้เวลากว่า 400 ชั่วโมง

· แพทเทิร์นที่งดงามจากสร้อย ถูกส่งต่อไปยัง Cuff watch ด้วยเช่นกัน ถือเป็นอีกชิ้นไฮไลต์ที่ผนวกสุนทรียศาสตร์ทางด้านดีไซน์เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้เวลาในการประดับทั้งสิ้น 250 ชั่วโมง นอกจากนี้ในเซ็ตยังประกอบด้วยแหวน และ Ear cuff แบบอสมมาตร อีกด้วย

คำมั่นของนักอัญมณีศาสตร์ที่ว่า ‘to find better gems we would have to travel to another planet’ นั้นไม่เกินจริง เพราะอย่างทับทิมที่ถูกนำมาประกอบใน The Blazing Night Set กว่าจะได้ครบทุกชิ้นต้องใช้เวลานานหลายปีในการสรรหา เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานสูงสุดที่เมซงกำหนด ยิ่งเป็นทับทิมทรงลูกแพร์ด้วยแล้วความยากในการตามหายิ่งทวีคูณ บางครั้งต้องนำไปเจียระไนใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่ารูปทรงและสัดส่วนเข้ากับการสร้างสรรค์จิวเวลรี่เซ็ตนั้นอย่างแท้จริง แม้แต่เพชรทรง บาแก็ตต์ก็ถูกปรับแต่งทีละชิ้นเพื่อให้รองรับกับฐาน

Chapter 2 – MAGICAL LIGHTS

เพลิดเพลินกับการแสดงแสงสีที่น่าทึ่งของธรรมชาติอย่าง ออโรร่า เมื่อท้องฟ้าถูกจำลองเป็นโรงละครขนาดใหญ่ ขณะที่ม่านแสงที่พลิ้วพาดผ่านท้องฟ้ายามดึก กำลังเปิดฉากขับกล่อมค่ำคืนให้มีชีวิตชีวาอย่างเงียบ ๆ และนี่คือผลงานไฮไลต์ในธีมนี้

The Magical Aurora Set

ราวกับหยิบเอาปรากฏการณ์แสงเหนือมาใส่ไว้ในเซ็ตนี้ อัญมณีที่นำมาบอกเล่าจึงเป็น 2 สีหลัก อย่าง สีเขียว และ สีขาว

เริ่มจากสร้อย โดยไฮไลต์อยู่ที่อัญมณีเม็ดใหญ่สุดอย่าง มรกตโคลัมเบีย น้ำหนัก 16.84 กะรัต ถูกนำมาจัดเรียงอย่างโดดเด่นกลางตัวเรือน ซึ่งอัญมณีสีเขียวชนิดนี้ขึ้นชื่อว่าหายากมากตามธรรมชาติ ดังนั้นแหล่งขุดจึงเป็นเหมือนกุญแจสำคัญเพื่อให้นักอัญมณีศาสตร์เข้าถึงมรกตที่ดีที่สุด หนึ่งในนั้นคือโคลัมเบีย ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกมรกตส่วนใหญ่ของโลก ทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องประกายสีเขียวที่สดใส แต่ถึงอย่างนั้นทักษะอันเชี่ยวชาญกว่า 15 ปีของช่างเจียระไนและช่างฝีมือของเมซงก็มีความสำคัญไม่น้อย เนื่องจากธรรมชาติของมรกตมีรอยแตกร้าวมาก หากไม่ระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจทำให้ต้องเริ่มสร้างชิ้นงานใหม่ทั้งหมด และเพื่อส่งมอบความงดงามของมรกตให้เด่นชัดที่สุด การเจียระไนแบบ square cut คือคำตอบ

ขณะที่ประกายงามของมรกตที่ประดับบนแหวนและตุ้มหู ก็พิเศษต่างกันไปตามแหล่งที่มา และถึงแม้จะใช้เวลาในการตามหามรกตเซ็ตนี้นานหลายปี แต่คุณภาพที่ได้กลับเข้ากันอย่างกลมกลืน ถ่ายทอดม่านแสงที่พลิ้วไหวของออโรร่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Dancing Aurora

เรือนเวลาลิมิเต็ด อิดิชั่นที่ผลิตเพียง 8 เรือน มาพร้อมกลไกที่บางสุดขั้ว (Ultra-thin) พ่วงด้วยฟังก์ชั่นฟลายอิ้ง ตูร์บิญองที่สลับซับซ้อน โดยเพียเจต์ถือเป็นแบรนด์ที่เลื่องชื่อในแง่การผลิตกลไกที่บางพิเศษมาอย่างยาวนานนับแต่ยุคทศวรรษที่ 1960 ทั้งยังคงท้าทายขีดจำกัดและนำเสนอแนวคิดนอกกรอบที่ไม่ซ้ำใคร

สำหรับดีเทลบนพื้นหน้าปัด เมซงเลือกถ่ายทอดจินตนาการของสายลมผ่านลวดลายที่โค้งเว้าของเพชรและแต่งแต้มสีสันของม่านแสงที่พลิ้วไหวด้วยมาลาไคท์ ที่ผ่านการตกแต่งด้วยเทคนิคมาร์เก็ตทรี ซึ่งมาลาไคท์แต่ละชิ้นถูกตัดอย่างพิถีพิถัน ก่อนนำมาร้อยเรียงต่อกันตามแพทเทิร์นที่ออกแบบไว้

Magical Aurora – Voluptuous Borealis

นาฬิกาไฮจิวเวลรี่ที่หยิบสีสันอันน่าทึ่งของออโรร่ามาถอดรายละเอียดไว้บนข้อมือได้อย่างครบองค์ประกอบ โดยบ่งบอกสไตล์ของเมซงผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์ของอัญมณีล้ำค่าบนตัวเรือนแบบอสมมาตรได้อย่างวิจิตรบรรจง อีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนถึงเสรีภาพในการสร้างสรรค์และเปลี่ยนนิยามของนาฬิกาไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งอัญมณีหลักที่ใช้ตกแต่งคือ มรกตทรง บาแก็ตต์ จากแซมเบีย ร้อยเรียงไล่เฉดสี รวมทั้งสิ้น 7 แถว ตัดสลับกับเพชรทรงบาแก็ตต์และเพชรบริลเลียนต์คัตที่จัดวางตามรูปแบบที่เพียเจต์เชี่ยวชาญ

The Gloaming Illuminations Set

แท้จริงแล้วแสงของออโรร่าไม่ได้มีแต่สีเขียว แต่ความมหัศจรรย์นี้ยังสามารถเปล่งแสงออกมาเป็นสีลูกกวาด อย่าง ชมพู ม่วง และน้ำเงิน ได้อีกด้วย และนี่คืออีกมุมมองที่เมซงเลือกมาเป็นกรอบในการสร้างสรรค์เครื่องประดับในเซ็ตนี้

แม้อัญมณีตระกูลแซฟไฟร์จะครอบคลุมเกือบทุกเฉดสี แต่ถึงอย่างนั้นแซฟไฟร์ที่นำมาประดับบนสร้อยจิวเวลรี่ชุด Gloaming Illuminations ทั้ง 27 เม็ด กลับใช้เวลามากกว่า 2 ปี ในการตามหา เพื่อให้ได้ทั้งขนาด เฉดสี และคุณภาพตามที่เมซงต้องการ หนึ่งในนั้นคือ แซฟไฟร์พัดพารัดชา 3 เม็ด ในเฉดสีชมพูอมส้ม ที่จัดเป็นแรร์ไอเท็มขนานแท้ในธรรมชาติ ขณะที่ตุ้มหูมาในดีไซน์ระย้า ประดับแซฟไฟร์ 14 เม็ด และแหวนเข้าคู่ ประดับแซฟไฟร์สีชมพู น้ำหนัก 6.53 กะรัต

Chapter 3 – INFINITE LIGHTS

เมื่อแสงที่วูบไหวค่อย ๆ จางหายไป หมู่ดาวกลับมาส่องประกายระยิบระยับอีกครั้ง ก่อนที่อีกไม่นานท้องฟ้าจะเปลี่ยนสี ส่งสัญญานแห่งการเริ่มต้นใหม่ในเช้าวันถัดไป

The Extraordinary Lights Set

ชิ้นโดดเด่นแห่งปีต้องยกให้ สร้อยจิวเวลรี่ชุด Extraordinary Lights ผลงานสร้างสรรค์ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 450 ชั่วโมงในการผลิต โดดเด่นด้วยเพชรสีเหลืองทรงหมอนในเฉด fancy vivid ที่ผ่านการเจียระไนใหม่จากเมซงเพื่อให้การเล่นแสงออกมาแบบไร้ที่ติ ทั้งยังได้น้ำหนัก 8.88 กะรัตตามที่ต้องการ ขณะที่ปลายสร้อยอีกด้านตกแต่งด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินทรงลูกแพร์ น้ำหนัก 5.34 กะรัต จากศรีลังกา และ สปิเนลเฉดสีแดงทรงเดียวกัน น้ำหนัก 3.61 กะรัต จากแทนซาเนีย ก่อนนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันด้วยสเปซาไทต์ และเพชร ออกแบบให้ทั้งสวมใส่สบายและปรับเปลี่ยนได้มากถึง 9 สไตล์ สะท้อนเรื่องราวที่งดงามของแสงในคอนเซ็ปต์ ‘day to night’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยโทนสีอบอุ่นของแสงแดดนำเสนอผ่านเฉดสีเหลือง ส้ม และแดง ขณะที่สีน้ำเงินถูกนำมาสะท้อนถึงความเงียบสงบในช่วงกลางคืน

นอกจากนี้ แสงอันอบอุ่นในเฉดสีเดียวกับสร้อย ยังถูกนำมาประดับบนตุ้มหูและแหวนด้วยเช่นกัน ซึ่งแท้จริงแล้วนักอัญมณีศาสตร์เผยว่า เพชรสีเหลืองเม็ดแรกที่หาได้คืออัญมณีที่นำมาประดับบนแหวน หลังจากนั้นอีก 2 ปีถึงสามารถตามหาเพชรที่เหมาะสมกับทั้งสร้อยและตุ้มหูเข้าชุดเจอ

“เพชรแฟนซีสีเหลืองเฉด fancy vivid ถือเป็นเพชรหายากมากตามธรรมชาติ เมื่อเทียบสัดส่วนจะพบว่าในเพชรธรรมดา 10,000 กะรัต มีเพียง 1 กะรัตเท่านั้นที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเพชรแฟนซี ซึ่งอาจเป็นสีน้ำเงิน เขียว ม่วง เหลือง หรือสีอื่นๆก็ได้ ซึ่งจากกลุ่มนี้เองจะมีเพียง 6% ของเพชรแฟนซีสีเหลืองที่ถูกแบ่งเกรดให้เป็นเพชรที่มีเฉด fancy vivid”

Celestial Dance Watch

เรือนเวลาที่จำลองความน่าหลงใหลของผืนฟ้ายามค่ำคืน อีกความทรงจำอันแสนประทับใจร่วมกันของเหล่าเพียเจต์ โซไซตี้ นำเสนอผ่านเทคนิคมาร์เก็ตทรีอันไร้ที่ติของศิลปินชื่อดัง โรส ซูนีเยร์ (Rose Saunier)

นาฬิกา Celestial Dance ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น แต่ละเรือนใช้เวลาในการร้อยเรียงมากกว่า 50 ชั่วโมง โดยศิลปินเลือกใช้วัสดุที่น่าเหลือเชื่ออย่าง ฟางข้าวย้อมเฉดสีน้ำเงิน, หนังลูกวัว, กระดาษพาร์ชเมนต์, ปีกแข็งของแมลง และ ไม้ฮอร์นบีม มาสร้างสรรค์บนพื้นหน้าปัด โดยตัดแต่งให้เป็นชิ้นขนาดจิ๋วจำนวนมาก ก่อนประกอบเข้าด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจงตามแพทเทิร์นที่ออกแบบไว้ โอบล้อมขอบตัวเรือนด้วยเพชรทรงบาแก็ตต์และเพชรบริลเลียนต์คัต มาพร้อมดีไซน์หน้าปัดแบบเยื้องศูนย์กลางและขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือแบบบางพิเศษ 670P พร้อมจักรกลตูร์บิญอง

ทั้ง 3 ธีมคอลเลคชั่นภายใต้ EXTRAORDINARY LIGHTS นี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความทะเยอทะยาน แนวคิดนอกกรอบ ที่หลอมรวมเข้ากับทักษะอันเชี่ยวชาญของเมซงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์แต่ละชิ้นจึงสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์ บอกเล่าถึงแรงบันดาลใจ และสร้างความประทับใจแก่ผู้สวมใส่ได้อย่างโดดเด่นไม่ซ้ำใคร สัมผัสเรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงจากเพียเจต์ (Piaget) ได้แล้ววันนี้ ณ เพียเจต์ บูติค โดย เอส ที ไดเมนชั่น ชั้น M สยามพารากอน