Sunday, 28 November 2021

แนวโน้มและพอร์ตการลงทุนหลังวิกฤติไวรัส – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเงิน-หุ้น

29 Apr 2020
297


แนวโน้มและพอร์ตการลงทุนหลังวิกฤติไวรัส

วันที่ 29 เม.ย. 2563 เวลา 06:57 น.

คอลัมน์ เปิดโลกลงทุน โดย…ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและลูกค้าสัมพันธ์ บลจ. กรุงไทย

ในบางครั้ง วิกฤติก็พอที่จะส่งสัญญาณล่วงหน้าระยะหนึ่ง โดยเฉพาะภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพซึ่งมักจะมาพร้อมกับการกู้ที่มากเกินไป อย่างที่เกิดในแถบเอเซียปี 2540 และที่เกิดในสหรัฐอเมริกาปี 2551 แต่ในบางครั้งก็ไม่ได้มีสัญญาณล่วงหน้า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น วิกฤติมหาอุทกภัยปี 2554 หรืออย่างวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในปีนี้ เป็นต้น

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ ถือว่าแพร่กระจายเป็นวงกว้างทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว มาตรการรับมือที่ดีที่สุดคือการ “ปิดประเทศ” (Lockdown/Shutdown) ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งมีการจ้างงานจำนวน ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานใหม่ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างน่าใจหาย จากเดิมที่ 2.8 แสนคน มาสู่ระดับ 3.3 ล้านคน และ 6 ล้านกว่าคนอีกสองสัปดาห์ติดต่อกัน ทั้งที่แม้ในช่วงวิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์” ตัวเลขสูงสุดที่ 6.5 แสนคน เท่านั้น

จากกระแสพายุที่ถาโถมเข้ามาสู่เศรษฐกิจรุนแรงเช่นนี้ การตอบรับในเชิงนโยบายเศรษฐกิจก็ต้องดุเดือดไม่แพ้กัน อย่างสหรัฐฯ ก็ตั้งงบประมาณเพิ่มเติมอีก 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นถึง 10% ของ GDP ขณะที่บางประเทศอื่นใช้มาตรการกระตุ้น 15-20% ของ GDP เลยทีเดียว ในด้านธนาคารกลางก็ “งัด” แทบทุกมาตรการออกมาใช้ อาจเป็นความโชคดีในความโชคร้ายคือ มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้มาจากวิกฤติครั้งก่อน ทำให้การตอบสนองนั้นมากและทันท่วงที และหวังว่าจะ “เพียงพอ” ที่ทำให้เศรษฐกิจและตลาดไม่ “ถลำลึก” ลงไปจน “กลับตัว” ไม่เป็น

สิ่งที่เราคงจะหลีกเหลี่ยงไม่ได้คือ เศรษฐกิจโลกน่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ที่รุนแรงมากครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ก็อาจเป็นภาวะถดถอยที่มีระยะเวลาสั้นที่สุดด้วย คำถามที่ตามมาคือ จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้

ในด้านสถานการณ์ไวรัส เราเฝ้าติดตามว่าจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกจะ “พีค” เมื่อใด และนักวิจัยจะสามารถพัฒนา “วัคซีน” ได้เมื่อไร เป็นสำคัญ รวมถึงการแพร่ระบาดจะมี “ระลอกสอง” หรือไม่

แต่สำหรับในด้านเศรษฐกิจ ประเด็นที่เราเฝ้าระวังต่อเนื่องได้แก่ “การผิดนัดชำระหนี้” แม้ว่ามาตรการ “ปิดประเทศ” จะเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัส ช่วยรักษาชีวิตคนได้จำนวนมาก แต่มาตรการดังกล่าวก็มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ กิจกรรมเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปหมายถึงรายได้ที่หายไป และที่สำคัญกว่าคือ “กระแสเงินสด” ที่หายไป เสมือนว่า “รอยแผล” ได้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจแล้ว ส่วนว่ารอยแผลนั้นจะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าแผลนั้นจะเปิดอีกนานไหม แต่ละเศรษฐกิจมีความทนทานต่อบาดแผลมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เราก็อาจจะยังเห็น “รอยแผลเป็น” เกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ “รอยแผลเป็น” นั้นจะเกิดอยู่ที่ใด เกิดกับระบบธนาคาร หรือรัฐบาล หรือแม้กระทั่งธนาคารกลาง

นอกจากนี้ หลังจากมาตรการกระตุ้นรอบนี้หมดลง หนี้สาธารณะน่าจะพุ่งสูงขึ้นในหลายประเทศ ดังนั้น ความสามารถในการใช้จ่ายของรัฐบาลก็จะถูกจำกัดมากขึ้นในอนาคต อีกทั้ง สถานการณ์ในปัจจุบันก็บั่นทอน “ความมั่งคั่ง” ของผู้บริโภค และ “ฐานะทางการเงิน” ของบริษัทไปในระดับหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะบั่นทอนอัตราการเติบโตในอนาคตไปอีกระยะหนึ่ง

อีกทั้ง จากปัญหาที่แพร่กระจายในหลายประเทศ ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศก็น่าเป็นที่จับตาม ทางเลือกหนึ่ง คือ นานาประเทศเห็นถึงความเปราะบางของระบบสาธารณสุข และหันมาร่วมมือกันพัฒนาระบบให้ดีขึ้นไปอีกและมีศักยภาพมากขึ้น แต่อีกทางเลือกหนึ่ง คือ ประเทศต่างๆ หันมาชี้นิ้วกล่าวโทษกัน (Blame game) กลายเป็นกระแส “อโลกาภิวัฒน์” (De-globalization) ที่รุนแรงขึ้น เพิ่มเติมจากที่ ปธน. ทรัมป์ ได้สร้างไว้ในช่วง “สงครามการค้า” ที่ผ่านมาแล้ว คงต้องคอยติดตามดูว่าจะออกหัวหรือก้อย

สำหรับภาพระยะยาว เราเชื่อว่าวิกฤติไวรัสครั้งนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมหลายด้านซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยบวกสำหรับเศรษฐกิจในอนาคตก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้าน (WFH) หรือการเรียนการสอนออนไลน์ นอกจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้แล้ว ผู้คนก็ถูก “บังคับ” ให้เรียนรู้เทคโนโลยีมากขึ้น ด้วยความเร็วที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในยามปรกติ กระแสการรับเอาเทคโนโลยี (Technology adoption) ที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาทางการเทคโนโลยีที่เร็วขึ้น เป็นการเร่งการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) ตามที่นักเศรษฐกิจส่วนใหญ่ร้องขอไว้ก่อนหน้านี้

อีกประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างหนัก คือ ความเพียงพอในการดูแลด้านสาธารณสุข สำหรับประเทศไทย จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังต่ำอยู่ก็สะท้อนได้ถึงความสามารถของบุคลากรด้านสาธารณสุขของไทย แต่ในหลายประเทศอื่นที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่สูงก็อาจต้องมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ซึ่งหมายถึงการลงทุนในอุปกรณ์ และการเสริมสร้างผลิตภาพของบุคลากรอีกจำนวนมาก

สำหรับพอร์ตการลงทุน เราคุยกันอยู่เสมอว่า การลงทุนต้องมองทั้งด้าน “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” พอร์ตการลงทุนที่ดีคือพอร์ตที่มีการ “กระจายความเสี่ยง” มี “ผลตอบแทนคาดหวัง” ที่เพียงพอสำหรับเป้าหมาย และ “ความเสี่ยง” ที่ยอมรับได้ (ซึ่งเป้าหมายก็ต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้)

แต่สำหรับวิกฤติโควิดที่เกิดขึ้นอาจทำให้นักลงทุนหันมาให้น้ำหนักกับ “ความเสี่ยง” มากขึ้น จริงอยู่ว่าเหตุการณ์นี้อาจเตือนสติให้เราประเมินการยอมรับความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนกันใหม่ ที่ผ่านมาเรารับความเสี่ยง “มากไป” หรือไม่ ถ้าเรา “รู้” ว่าวิกฤติจะเกิดขึ้นรุนแรงขนาดนี้ เราคงไม่ได้ถือสินทรัพย์เสี่ยงเลย แต่เมื่อเรา “ไม่รู้” และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ก็อาจต้องระวังว่าเราจะ “กังวล” มากเกินไป และหันไปลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งมีผลตอบแทนที่ย่ำแย่ในช่วงที่ผ่านมาลง แทนที่จะมองว่าสินทรัพย์เหล่านั้นมีราคาที่ “ถูก” และเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว กล่าวคือ การจัดพอร์ตที่เหมาะสมน่าจะต้องมองภาพระยะยาว ความต้องการ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เป็นหลัก

สุดท้ายนี้ ก็ต้องขอขอบคุณและเอาใจช่วยบุคลากรทางด้านสาธารณสุขทุกท่านมา ณ ที่นี้ แล้วก็อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยนะครับ #กินร้อนช้อนกลางล้างมือ #อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ