Tuesday, 7 December 2021

โควิด 19 กับฝ่ายค้านรุ่นใหม่ – โพสต์ทูเดย์ คอลัมนิสต์การเมือง


โควิด 19 กับฝ่ายค้านรุ่นใหม่

วันที่ 23 เม.ย. 2563 เวลา 19:12 น.

โดย…ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

*****************************

ทุกวันที่เราทราบข่าวการแพร่ระบาดของไข้หวัดโควิด 19 ทั่วโลก สหรัฐก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ประเทศติดเชื้อไข้หวัดโควิด 19 และมีคนตายจากเชื้อนี้เป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่องหลายวันแล้ว มีแนวโน้มที่สหรัฐจะรักษาแชมป์ (ที่ไม่มีประเทศไหนต้องการ) ไปอีกหลายสัปดาห์ ทำให้อเมริกันชนที่คลั่งประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพ ได้เริ่มคิดถึงชีวิตของตนและครอบครัวมากขึ้น เพราะคนตายย่อมใช้สิทธิเสรีภาพไม่ได้ ถ้าอยากจะมีและใช้สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยก็ต้องมีชีวิตอยู่

คนอเมริกันกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ควรเริ่มล็อคดาวน์ประเทศได้แล้ว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 เพื่อลดการแพร่กระจายคนติดเชื้อมากขึ้น คนตายมากขึ้น บางรัฐของอเมริกาได้เริ่มดำเนินการล็อคดาวน์รัฐไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นรัฐที่ผู้ว่าการรัฐเป็นคนของพรรคดีโมเครต ทรัมป์ได้ปลุกระดมให้คนอเมริกันในรัฐหาทางขับไล่ผู้ว่าการรัฐดังกล่าวโดยอ้างว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะหากนโยบายล็อคดาวน์รัฐนั้นได้ผล ย่อมกระทบต่อฐานเสียงของพรรครีพับริกันแน่ แต่ก็มีคนอเมริกันอีกหลายรัฐที่ออกมาต่อต้านมาตรการล็อคดาวน์ โดยเห็นว่ากระทบต่อสิทธิเสรีภาพของตน “ฉันจะป่วยหรือตายก็เรื่องของฉัน แต่ฉันต้องการสิทธิเสรีภาพ”

ไม่ว่าคนอเมริกันหรือคนประเทศไหนก็ “กลัวตาย” แม้จะกลัวตาย คนอเมริกันก็ยังห่วงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” และ “ประชาธิปไตย” ทั้งที่คนตายนั้นไม่มีโอกาสที่จะใช้สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในนรก หากมีชีวิตอยู่จึงจะมีประชาธิปไตยและใช้สิทธิเสรีภาพได้

กลับมาดูที่ประเทศไทย สถานการณ์การต่อสู้กับการแพร่ระบาดไข้หวัดโควิด 19 ของไทย ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นใจ ไม่ใช่ว่าเราชมตัวเอง แต่ความจริงเป็นเช่นนั้น เรามีทั้ง “แม่ทัพ” และ “ฝ่ายเสนาธิการ” รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติการที่ทำงานกันได้เข้าขากันดียิ่ง ใช้คนที่ถูกกับงาน มีทั้งแผนเผชิญเหตุระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่สำคัญคือประเมินตัวเองว่ามี “พละกำลัง” เพียงใดที่จะสู้กับข้าศึกตัวนี้ จุดอ่อนจุดแข็ง ของตัวเอง จะทำตาม “แรงยุ” ของกองเชียร์ไม่ได้

การต่อสู้กับไข้หวัดโควิด 19 ของไทยได้รับคำชื่นชมจากองค์กรระหว่างประเทศและจากภาครัฐและเอกชนของประเทศต่างๆ องค์การอนามัยโลกได้ชื่นชมว่าการสาธารณะสุขของไทยอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากมีการวางแผนรับมือกับโรคระบาดต่างๆ เป็นอย่างดี มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอพกินส์ แห่งสหรัฐที่มีชื่อเสียงทั่วโลก จัดลำดับดัชนีความมั่นคงด้านสาธารณะสุขให้ไทยติดลำดับ 6 ของประเทศกำลังพัฒนา

และเป็นที่ 1 ของเอเชีย ที่มีความพร้อมในการรับมือกับการแพร่ระบาดของไข้โควิดตามมาตรฐานของโลก ดร.จอห์น แมคอาเธอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐ (ซีดีซี) ประจำประเทศไทย ชื่นชมกระทรวงสาธารณะสุขไทยว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกัน สื่อต่างประเทศเช่น สื่อเยอรมนี สื่ออังกฤษ บี.บี.ซี. สื่ออเมริกัน วี.โอ.เอ.ไทย ต่างชื่นชมการทำงานของสาธารณะสุขไทย สื่อบางแห่งรวมทั้งรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลต่างประเทศยังเสนอให้รัฐบาลของตนทำตามแบบประเทศไทยด้วยซ้ำ

ผู้เชี่ยวชาญฝรั่งคงไม่ได้มองไทยเฉพาะเคสโควิด 19 เท่านั้น แต่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ทางการไทยก็ได้บริหารจัดการโรคระบาดร้ายแรงอื่นๆ ก่อนนี้ เช่น โรคซาร์ส ที่เคยระบาดเข้ามาไทย ได้ประสบความสำเร็จด้วยดี คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน ไทยได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ระบบการแพทย์และสาธารณะสุขของไทย ได้วางแผนรับมืออย่างเป็นขั้นตอนและมีความสำเร็จอย่างน่าพอใจ จับต้องได้ ด้วยตัวเลขเปรีบบเทียบที่เห็นชัดเจน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ข่าวเรื่องไข้หวัดโควิด 19 กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว การป้องกันไม่ให้มีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นความสำคัญเร่งด่วนอันดับแรกและเป็นข่าวที่คนไทยใจจดใจจ่ออยู่ทุกวัน โดยเฉพาะกราฟผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง และกราฟคนป่วยที่หายจากโรคมากขึ้น

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากรัฐบาลอย่างเดียวที่ใช้มาตรการถูกจังหวะและตามระดับความรุนแรงของปัญหา แต่เกิดจากความร่วมมือของประชาชนเป็นสำคัญ เมื่อประชาชนเสียสละประโยชน์ของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม รัฐก็ต้องให้การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไป แน่นอนรัฐอาจช่วยเหลือไม่ได้ทั้งหมดและไม่ได้ในระดับที่ประชาชนต้องการ แต่รัฐก็เยียวยาให้มากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่มีและที่จะกู้เพิ่มเติม โดยไม่ทิ้งใครให้อยู่ข้างหลัง

นี่คือ “ทีมไทยแลนด์” ที่คนหลายประเทศก็งงเหมือนกันว่า คนไทยมีนิสัยเฮฮาสนุกสนาน ยิ้มไปเรื่อยๆ พูดเล่นหัวจนไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง เป็นมิตรกับทุกคน แต่พอถึงคราวบ้านเมืองมีปัญหา คนไทยก็จับมือกันเอาชนะอุปสรรคและภัยคุกคามได้ทุกครั้งอย่างน่าทึ่ง ฝรั่งงง

คนไทยที่ไปทำมาหากินในต่างประเทศหรือไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ต่างตะเกียกตะกายขอกลับมาเมืองไทยในช่วงเวลานี้ เพราะรู้ว่า ถ้ามาถึงเมืองไทยมีโอกาสรอดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าขืนอยู่ในต่างประเทศต่อไปในช่วงนี้มีโอกาสสะบักสะบอมสูงมาก โดยเฉพาะหากติดเชื้อโควิด 19 มีโอกาสไม่รอด

นักการเมืองฝ่ายค้านที่ “ส่วนตัว” และใน “ความเป็นคนไทย” ก็คงดีใจที่รัฐบาลไทยสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ไปได้อย่างน่าพอใจ แต่ในทางการเมืองแบบเก่าก็คงพูดอะไรเชียร์รัฐบาลไม่ได้ ดีที่สุดคือเงียบไว้ พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีประสบการณ์ย่อมจับ “อารมณ์” ของประชาชนได้ แต่ก็มีนักการเมืองฝ่ายค้านที่ไร้ประสบการณ์บางคนที่ไม่รู้ “กาลเทศะ” และจับอารมณ์ของประชาชนไม่ถูกพยายามปลุกระดมด้วยคำว่า “สิทธิเสรีภาพ” “ประชาธิปไตย” “ความเหลื่อมล้ำ” “ความจบ” “ความหิว” เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองก็ต้องเงียบไป

นักการเมืองฝ่ายค้านที่เรียกตัวเองว่า “คนรุ่นใหม่” หากจะออกมาสนับสนุน และชื่นชมการบริหารจัดการไข้หวัดโควิดของรัฐบาลครั้งนี้ จะได้รับคำชมจากประชาชนว่าเป็นนักการเมือง “รุ่นใหม่ที่แท้จริง” เพราะมอง “ปัญหาของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก พรรคเป็นรอง”

แต่ก็ต้องทำใจยอมรับว่าคงถูกเพื่อนๆ ในพรรคด่าหรือกระแนะกระแหนพอสมควร และอาจถูกข้อหาว่ากำลังจะ “แปรพักตร์” เข้าฝ่ายรัฐบาล แต่ถ้ามีนักการเมืองฝ่ายค้านคนใดคนหนึ่งทำขึ้นมา รับรองว่าประชาชนจะปรบมือให้ และถือว่าเป็นนิมิตใหม่ของการเมืองไทยที่นักการเมืองมองปัญหาและประโยชน์ของบ้านเมืองต้องมาก่อนประโยชน์ของพรรค

อย่าไปลอกเลียนแบบคนอเมริกันที่คลั่งสิทธิเสรีภาพ คลั่งประชาธิปไตย ไม่ยอมให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลรัฐออกกฎระเบียบยามฉุกเฉินมาบังคับพวกตน นั่นเป็นสังคมอเมริกันที่คนมีเสรีภาพที่จะคว้าปืนมากราดยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ตายไปปีละหลายสิบคน คนเร่ร่อน สังคมที่ไร้น้ำใจ คับแคบ ตรงกันสังคมไทยที่อยู่กันแบบพี่น้อง มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เมตตากรุณา หากนักการเมืองรุ่นใหม่ใช้โอกาสนี้แสดงให้สังคมเห็นว่า ตนไม่ใช่พวกประชาธิปไตยเคียดแค้น คับแคม แต่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่อะไรถูกก็ว่าถูก อะไรดีกับคนไทยก็ว่าดี เขาจะได้รับการปรบมือจากสังคมและเป็นผู้นำของการเมืองใหม่อย่างแท้จริง

กล่าวกันว่า คนไทยสมัยก่อนนั้น พอบ้านเมืองมีข้าศึกรุกราน ทุกคนไม่ว่าจะอยู่สังกัดใดรวมพลังต่อสู้กับภัยคุกคามนั้นจะได้ชัยชนะ หลังจากนั้นค่อยมาแบ่งสังกัด “ซัด” กันใหม่ บางคนบอกว่านี่คือ “ลักษณะประจำชาติ” ของไทย โดยอุปมาอุปมัยว่า พอว่างจากศึกสงครามก็หันมา “ลับเขี้ยว” กันเอง พอมีศึกสงครามเขี้ยวที่คมก็ฟัดเอาข้าศึกหนีกระเจิงไป

อยากให้นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน คนไทยทุกคน ตระหนักว่า ภัยที่เกิดขึ้นเป็น “ปัญหาของประเทศ” ที่ทุกคนในประเทศต้องช่วยกันเท่าที่จะทำได้หาก “ไม่พายก็อย่าเอาตีนราน้ำ” แต่จะให้ฝ่ายค้านเงียบเป็นเป่าสากนั้นเป็นไปไม่ได้ การออกมาพูดให้สัมภาษณ์เป็นครั้งคราวในเชิงสร้างสรรค์ ด้วยข้อเสนอที่เป็นไปได้ หรือจะออกมา “เคลม” เรื่องที่ตนเคยเสนอไปนั้น เป็นเรื่องที่พอรับได้รัฐบาลก็ต้องแบ่งเครดิตให้ไปบ้าง